PANU 的个人资料ยินดีต้อนรับสู่สเปซบ้านน...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


10月16日

นั่งรถไฟไปงานสัปดาห์หนังสืออีกครั้ง

การเดินทางร่วมกันของคนสองคนที่ตั้งใจชวนกันนั่งรถไฟไปงานสัปดาห์หนังสือแต่กลับเจอ ความฝันที่สูญหาย ความหมายของการมีอยู่ และอะไรที่คล้ายๆความรัก


ถึงเพื่อนสาวตัวน้อย
    สวัสดีแกเป็นยังไงบ้าง หวังว่าแกและหัวใจดวงน้อยๆของแกคงจะสบายดี ไม่ได้เขียนถึงแกมานาเท่าไรแล้วนะ เมื่อวันก่อนฉันไปงานสัปดาห์หนังสือมาล่ะอยากเล่าให้แกฟัง (ข้อความข้างบนขอยืมคำโปรยจากหนังสือ "หน่อไม้" มาแปลงซะหน่อยนะเพราะฉันว่ามันเข้ากับการเดินทางครั้งนี้จริงๆ)

    ฉันได้ข่าวเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนว่าจะมีงานสัปดาห์หนังสืออีกแล้ว ฉันก็กำลังชั่งใจอยู่ว่าจะไปดีไหม จนกระทั่งวันหนึ่งได้รับเมล์จากเว็บของหมอเอิ้นที่ฉันไปสมัครสมาชิกไว้แจ้งข่าวว่าหมอเอิ้นจะเปิดตัวหนังสือและอัลบั้มใหม่ในงานหนังสือครั้งนี้ พร้อมทั้งเขียนวันเวลาที่หมอเอิ้นจะมาแจกลายเซ็นเอาไว้ด้วย ฉันเลยตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไปงานหนังสือเพื่อขอลายเซ็นหมอเอิ้นให้ได้  แกจำหมอเอิ้นได้ไหมคนที่ฉันเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงขวัญใจของฉัน เป็นคุณหมอที่แต่งเพลงเพราะๆออกมามากมาย (ฉันเล่าให้แกฟังหรือยังว่าเพลงเพื่อนรัก ที่ร้องโดยพี่เอิน กัลยากรของแกกับพี่สาวแก หมอเอิ้นคนนี้ล่ะเป็นคนแต่ง) แกก็ไม่อยู่จะชวน อ.ก้องก็เกรงใจฉันเลยคิดว่าหาเพื่อนๆใกล้ๆตัวก่อนดีกว่า ตอนแรกฉันจะไปกับเพื่อนเก่าสมัยมัธยมล่ะ แต่โดนเพื่อนรักหักเหลี่ยมร้ายวันใกล้ๆวันจริง บางคนติดสอบ บางคนไม่ว่าง สุดท้ายก็ได้มากับพี่เมธนี่ล่ะ เพราะเขาจะมาหาซื้อหนังสืออยู่เหมือนกัน

    เราเลือกที่จะนั่งรถไฟไปเพราะค่าใช้จ่ายในการเดินทางน้อยที่สุด ที่สำคัญตอนนี้มันฟรีอยู่เพราะ 6มาตรการช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาล เราออกจากนครปฐมเวลาประมาณ 7 โมงนิดๆ ฉันเลิกแปลกใจกับการมาสายของรถไฟไทยแล้วล่ะแต่สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจบนรถไฟขบวนนี้ก็คือ ฉันเจอแตง ไม่ใช่แตงกวาเป็นแว่นๆ เป็นแท่งๆ แต่เป็นแตงเพื่อนเรานี่ล่ะ เราไม่ได้คุยกันมากมายนอกจากทักทายแล้วแยกย้ายนั่งที่ จนรถไฟใกล้ถึงหัวลำโพง คนลงจากรถไปเยอะแล้วเลยย้ายที่ไปนั่งคุยกัน แตงบอกว่ามีเรียนพิเศษวันอาทิตย์ที่สยาม ไม่งั้นฉันคงมีพันธมิตรเดินทางเที่ยวงานหนังสือเพิ่มอีกคนเป็นแน่

    ถึงหัวลำโพงตอน 9 โมงกว่า เราสองคนแยกกับแตงที่หัวลำโพง เราสองคนนั่งรถไฟใต้ดินไปศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์แล้วเดินออกมาหาอะไรกินกันแถวๆคลองเตย ตอนแรกฉันกะว่าจะพาพี่เมธไปลองชิมข้าวหน้าเป็ดร้านที่ อ.ก้อง เคยพาฉันไปอ่ะนะ แต่ฉันจำร้านไม่ได้แล้ว ฮ่าๆ สุดท้ายเราก็มาลงเอยที่ร้านข้าวมันไก่ร้านหนึ่ง เป็นร้านที่ได้บรรยากาศมากเลยแก หน้าร้านมีป้ายสีขาวขนาดใหญ่เขียนด้วยตัวหนังสือสีแดงว่า "ร้านนี้ไม่ต้อนรับตำรวจทำร้ายประชาชน" พนักงานในร้านใส่เสื้อกู้ชาติแถมในร้านยังเปิดทีวีการปราศรัยของฝ่ายพันธมิตรอีกต่างหาก เปิดทีวีไปขายข้าวมันไก่ไป ตบมือตบของเล่นไปด้วย ได้บรรยากาศของการชุมนุมเป็นที่สุด ไม่รู้ว่าแกอยู่ที่นู่นจะรู้เรื่องของที่นี่มากน้อยแค่ไหนนะ เอาเป็นว่าฉันได้ประสบการณ์แปลกๆจากร้านข้าวมันไก่กู้ชาติร้านนี้กลับบ้านมาด้วยแล้วกัน

    กินข้าวเสร็จเรากลับมาที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์อีกครั้ง เข้ามาด้านในงานประตูยังไม่เปิด (ตอนที่แกโทรหาฉันนั่นแหละ) ตอนแรกฉันกะว่าจะเข้าไปที่บูทของอะเดย์ก่อนเพราะคิดว่าถ้าไปทีหลังอาจจะเข้าไม่ถึงเนื่องจากคาดการไว้ว่าวันนี้คนน่าจะเยอะเพราะเป็นวันอาทิตย์และได้ยินข่าวลือมานานแล้วว่าบูทอะเดย์คนเยอะมาก แต่คิดไปคิดมาเป้าหมายหลักของวันนี้คือขอลายเซ็นหมอเอิ้น เป้าหมายรองคือซื้อหนังสืออื่นๆที่อยากได้และซื้อหนังสือที่ อ.ก้องฝากหาอีก 2 เล่ม  ฉันเลยคิดว่าไปซื้อหนังสือหมอเอิ้นก่อนดีกว่าจะได้คำนวณเงินที่เหลือถูกว่าจะซื้อหนังสืออะไรได้อีกบ้าง  แล้วฉันก็ได้หนังสือของหมอเอิ้นมาสองเล่ม(แถมซีดีทั้งสองเล่มเลยล่ะ) ชื่อหนังสือ "เพลงของเธอ" เล่มนี้เล่มใหม่เพิ่งออกที่งานนี้ที่แรก กับ "Behind The Songs :The Story  by  เอิ้น พิยะดา" เป็นหนังสือเล่มเก่าของหมอเอิ้น

    ดูหนังสือที่บูทใกล้ๆสักครู่เราก็ออกมาที่บูทอะเดย์  แว่บแรกสายตาของฉันก็ไปสะดุดกับอะเดย์หน้าปกพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ หนึ่งในนักแต่งเพลงขวัญใจของฉันที่ฉันแทบพลิกแผ่นดินหาตามร้านหนังสือใหญ่น้อยในนครปฐมแล้วไม่เจอ ที่นี่กลับมีอยู่นับสิบเล่ม ฉันเลยคว้ามาโดยไม่ต้องคิด พรางสอดส่ายสายตาหา ลอนดอนไดอะรี่ หนังสือใหม่ของนักเขียนนิ้วกลมๆหน้าตาเกาหลีที่แกเขินแทบจะเป็นจะตายตอนอยู่ต่อหน้าเขา  หาเท่าไรก็ไม่เจอเลยถามพนักงานขายได้ความกลับมาว่าหมดต้องรอรอบบ่าย ไม่น่าเชื่อ !!  แค่ 30 นาทีหลังจากประตูเปิดเท่านั้นแก หมดกันหน้าตาเฉย อะไรจะขายดีเหมือนเททิ้งขนาดนั้น ฉันเลยยื่นหนังสือให้พนักงานคนนั้นคิดเงินและคิดว่าจะกลับมาในตอนบ่ายเพราะยังไงฉันก็กะจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เกือบทั้งวันอยู่แล้วเพื่อรอขอลายเซ็นหมอเอิ้นตอน 4โมงครึ่ง

    เราเดินไปมาอยู่นานสองนาน คนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ เราเดินไปตามบูทนู่นบูทนี่เรื่อยเปื่อย พี่เมธ เจอหนังสือที่อยากได้เป็นหนังสือเล่มแรกซึ่งเป็นปฐมบทของหนังสือชุด เทล ออฟ ดิ โอโตริ ฉันก็ไม่เคยอ่านหรอกนะแต่เห็นหน้าปกคิดว่าน่าจะเป็นิยายเรื่องเกี่ยวกับซามูไร พี่เมธพลิกดูและชั่งใจอยู่นานเพราะเห็นว่าเหลืออยู่เล่มนี้เล่มเดียวแต่ราคาก็ยากที่จะทำใจอยู่สุดท้ายก็ตัดใจไม่ซื้อ แล้วเราก็คิดกันว่าไปซื้อหนังสือที่อาจารย์ก้องฝากซื้อเลยน่าจะดีกว่าเพราะไม่มีอะไรทำและยังไม่มีเป้าหมายที่จะไป แล้วเราก็ได้หนังสือสองเล่มนั้นมา ดีไซน์+คัลเจอร์ ของประชา สุวีรานนท์ และเพลงเขียนคน ดนตรีเขียนโลก ของพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ (เล่มหลังนี่ฉันเห็นแล้วแอบอยากได้ เพราะหน้าปกสีเขียวอ่อนสวยเชียว เป็นหนังสือเก่าที่ตีพิมพ์ใหม่ เนื้อหาด้านในต่างจากที่ฉันยืมหอสมุดมาอ่านตรงที่แถมโน๊ตดนตรีสากลของเพลงที่พี่จิกแต่งมาให้ด้วย)

    เราหลบฝูงชนมหาศาลมานั่งหมดแรงที่ด้านหน้าประตู planery hall นั่งข้างๆสองสาวที่กำลังแต่งหน้าแต่งตาแต่งตัวคอสเพลย์ด้วยนะ (ศัพท์การ์ตูนวันล่ะคำวันนี้ขอเสนอคำว่าคอสเพลย์ (Cosplay) คือการแต่งกายเลียนแบบตัวการ์ตูนหรือตัวละครในเกมส์นั่นล่ะ) ฉันคิดจะตามเพื่อนที่ชอบการ์ตูนไปงานที่เขามีประกวดคอสเพลย์หลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่ได้ไปจนมาเจอคนแต่งคอสเพลย์ตัวจริงๆใกล้ๆในระยะประชิดทำให้ฉันอดมองไม่ได้ (แถมสองสาวนี่น่ารักอีกต่างหาก) เราสองคนกำลังตัดสินใจกันว่าไปหาข้าวกินเติมพลังกันก่อนดีแล้วแล้วค่อยคิดว่าจะไปไหนต่อกันดี ระหว่างที่นั่งพักอยู่นั้นพี่เมธก็พูดขึ้นมาว่าจะกลับไปซื้อหนังสือเล่มนั้นดีไหม แล้วพี่เมธก็พ่ายแพ้ให้กับกิเลสตัวเอง เราสองคนกลับไปที่บูทนั้นอีกครั้งแต่หนังสือเล่มนั้นไม่อยู่แล้ว จนถามคนขายถึงได้รู้ว่าเขาเก็บเอาไว้ ในที่สุดพี่เมธก็ได้หนังสือเล่มนั้นมาครอบครอง พร้อมแนะนำคุณป้าคนหนึ่งที่กำลังมาซื้อหนังสือซีรียส์ชุดนี้เช่นกัน
 
    เราตัดสินใจหาอะไรกินด้านในงานเพราะขี้เกียจเดิน ขอบ่นหน่อยแก ที่นั่งหายากมาก อาหารก็ราคาแพงแถมอร่อยสู้อาหาร ม. เราไม่ได้แน่นอน เราสองคนแอบบ่นเล็กน้อยว่ารู้อย่างนี้เดินตากแดดไปนั่งดูทีวีปราศรัยกินข้าวมันไก่กู้ชาติร้านเมื่อเช้าดีกว่า สุดท้ายเราก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจัดการอาหารตรงหน้าให้คุ้มค่ากับราคาที่เสียไป นั่งย่อยสักพักรู้สึกหนาว เลยคิดว่าออกไปข้างนอกดีกว่าเลยตัดสินใจไปจตุจักร หายหนาวสมใจเลยแก ร้อนตับแทบแลบแดดตอนบ่ายสองที่เวียดนามจะร้อนเท่าที่กรุงเทพหรือเปล่านะ เราเดินเล่นไปแถวๆโซนที่ขายปลาเยอะๆเพราะพี่เมธจะไปดูปลาอยู่พักใหญ่ก็กลับ

    กลับมาที่บูทซีเอ็ด ได้เวลาที่หมอเอิ้นน่าจะมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววสักที ฉันขอตัวพี่เมธไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็แวะที่บูทอะเดย์อีกครั้งเพราะหาลอนดอนไดอะรี่ แล้วฉันก็ได้เจอกับคนที่ไม่คาดฝัน ใส่แว่นกันแดดท่าทางเก๋าๆเท่ๆแบบนี้เหมือนเคยเห็นแว่บๆในหนังสือ คนคนนั้นคือพี่อั้พ ทรงศีลนั้นเอง เสียดายมากเลยแกที่ฉันไม่ได้เอาหนังสือหน่อไม้ไปให้พี่เค้าเซ็น ถือซะว่าฉันต่อให้แกก่อนก็แล้วกัน วันหลังเราจะต้องมีลายเซ็นของทั้งสามคน (พี่เอ๋ พี่ก้อง พี่อั้พ)ในหนังสือหน่อไม้ให้ได้  ฉันชั่งใจอยู่นานเหมือนกันเจอพี่อั้พทั้งทีไหนๆก็ไหนๆแล้วขอลายเซ็นสักหน่อยดีกว่าไหม ก็เลยหยิบถั่วงอกและหัวไฟเล่มสอง (ที่เพิ่งออกในงานครั้งนี้เหมือนกัน) ให้พนักงานขายคิดเงินทั้งที่ฉันไม่เคยอ่านเล่มหนึ่งมาก่อน (ตอนนี้ยังตลกตัวเองอยู่เลยแกว่าทำไมฉันไม่หยิบ Nine live ที่เล่มเดียวจบมาแทน ฮ่าๆ อ่อ พนักงานขายคนนี้ฉันจำได้ว่าเป็นคนที่เราไปถามหาพี่นิ้วกลมเมื่องานครั้งที่แล้วล่ะ) แล้วฉันก็เดินแทรกตัวเข้าไปในบูทยื่นหนังสือให้พี่อั้พเซ็น พี่อั้พมากับแฟนล่ะ คนที่พบรักกันตอนไปทริปหน่อไม้นั่นล่ะ แฟนพี่เขาน่ารักมากเลย ยิ้มให้ฉันด้วยล่ะตอนที่พี่อั้พกำลังเซ็นหนังสือให้คนอื่นอยู่ ประมาณว่า "รอสักครู่นะคะ" น่าอิจฉาพี่อั้พจริงๆ

    หลังจากได้ลายเซ็นพี่อั้พฉันก็กลับมาที่บูทซีเอ็ดอีกครั้ง พี่เมธที่เฝ้าบูทอยู่บอกว่าหมอเอิ้นยังไม่มาเลย เราสองคนก็เลยออกไปเดินดูหนังสือกันต่อ พี่เมธแวะที่บูทบูทหนึ่งซื้อสมุดโน๊ต น่าจะเป็นบูทเดียวกันกับที่แกซื้อสมุดโน๊ตให้ฉันเมื่องานครั้งที่แล้วนั่นล่ะเพราะลายเหมือนกันเลย แล้วเราก็หนีตายจากฝูงชนออกมาที่บูทซีเอ็ดอีกครั้ง พี่เมธบอกว่าจะซื้อสมุดโน๊ตอีกเล่มดีไหมซื้อไปฝากน้องผู้หญิงคนหนึ่ง อ่าว แอบโลเลนะเนี่ย พี่ชายเรา ฉันก็เลยยุให้ซื้อลายที่เป็นผู้หญิงกับผู้ชายบนหน้าปก ลายนั้นน่ารักดี เราเลยคิดว่าไปขอลายเซ็นก่อนค่อยกลับมาซื้อแล้วกันเพราะเดินออกมาพอประมาณแล้ว

    ถึงบูทซีเอ็ดอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง คราวนี้ไม่พลาด ฉันสังเกตุอยู่นานว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าบูทนั่นใช่หมอเอิ้นหรือเปล่า พี่เมธหันมาถามฉันว่า ใช่ไหม มาหรือยัง ฉันตอบไปว่าน่ารักๆแบบนี้น่าจะใช่ ฉันแอบได้ยินพนักงานขายพูดกับผู้หญิงคนนั้นว่า "เพิ่งมา นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนไหมคะ" เท่านั้นแหละ ฉันเลยแน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้คือหมอเอิ้นผู้หญิงที่ฉันตามหามาทั้งชีวิตแน่ (เว่อร์) ฉันไม่รอช้าคว้าหนังสือสองเล่มที่ซื้อไว้ตั้งแต่ตอนเช้าแล้วเดินเข้าไปทันที ได้ยินเสียงเพลง Canon in D ขึ้นแบบในหนังเกาหลีเลยแก (เว่อร์ได้อีก)

    เหมือนในบูทดีใจกันมาก หมอเอิ้นก็ท่าทางดีใจ พนักงานในร้านก็ดีใจบอกว่า นี่ไงๆ มาแล้วๆ ดูเหมือนว่าฉันจะเป็นคนแรกที่ได้ลายเซ็นล่ะมั้งเนี่ย ฉันยื่นหนังสือให้หมอเอิ้นรับไป ก่อนที่จะเซ็นหมอเอิ้นหันมาแซวเล่นกับฉันว่า "ขอให้เจริญๆนะคะ" แหม น่ารัก ขี้เล่น แถมเป็นกันเองอีกแกจะไม่ให้ฉันปลื้มได้ยังไงไหว หมอเอิ้นหาปากกาในกระเป๋าก่อนจะเซ็นหันมายิ้มหวานถามฉันว่า "ชื่ออะไรคะ" ฉันก็บอกไป ระหว่างเซ็นอยู่นั้นหมอเอิ้นก็บอกว่า "ออกก่อนอัลบั้มจริงนะคะ" ฉันก็ ครับๆ เซ็นเสร็จก็ยิ้มหวานยื่นหนังสือให้พร้อมพูดขอบคุณอีกรอบ แล้วฉันก็เดินออกมาให้คนอื่นเข้าไปขอลายเซ็นบ้างจะบอกว่าหมอเอิ้นตัวจริงน่ารักมากกกกกกกกก (ถ้าไม่พอใจให้เติมกอไก่ได้อีกสามตัว)  พี่เมธขี้เกียจเดินแล้วฉันเลยไปซื้อสมุดโน๊ตเล่มนั้นให้แล้วเราก็เดินทางกลับเสร็จสิ้นภาระกิจของพันธมิตรหนังสือในครั้งนี้

    ตอนนั่งรถไฟขากลับพี่เมธหยิบสมุดโน๊ตเล่มนั้นขึ้นมาดู ฉันแอบเชียร์อยู่เหมือนกันให้สมุดเล่มเล็กๆเล่มนี้เป็นสื่อแทนใจของพี่เมธ (ทั้งๆที่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าพี่เมธคิดยังไงกับสาวน้อยคนนั้น อยากให้พี่ชายขายออก ฮ่าๆ) น่าดีใจแทนคนที่จะได้สมุดเล่มนั้นจริงๆ ฉันจำภาษาอังกฤษบนคำโปรยบนหน้าปกไม่ได้หรอก แต่มันแปลได้ความเหมือนประโยคที่ฉันเคยได้ยินมาและชอบมากๆบทหนึ่ง  "คุณอาจจะเป็นแค่ใครบางคนบนโลกใบนี้ แต่อาจจะเป็นโลกทั้งใบของบางคนก็ได้" ส่วนฉันก็หยิบหนังสือหมอเอิ้นขึ้นมาอ่านมีประโยคโดนใจหลายๆประโยคเลยล่ะเช่น "เราจะพาคนคนหนึ่งไปได้ไกลเท่าที่ที่เราเคยไป" อันนี้ค่อนข้างจริง แต่บางทีเคยไปแล้วก็พาเขาไปไม่ถูกเหมือนกันนะ ฮ่าๆ หรือจะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างคำว่า "เพื่อนรัก" และ "รักเพื่อน" ในฐานะที่ฉัน มีทั้งเพื่อนรักและเคยรักเพื่อนมันช่างโดนใจฉันอย่างยิ่ง ขอยกมาให้อ่านสักนิดแล้วกัน

"เพื่อนรักคือคนที่รู้จักตัวตนของเราโดยที่เราไม่เคยสนใจว่าเขาจะคิดกับเรายังไง แต่ รักเพื่อน เขาจะกลายเป็นคนที่รู้จักตัวตนของเรา แต่เราจะเก็บไปคิดอยู่เสมอว่าเขาจะคิดกับเราอย่างไร "
"เพื่อนรักคือคนที่เราพร้อมจะให้คำปรึกษาเมื่อเขากำลังตกหลุมรักใครสักคน แต่ รักเพื่อน เขาคือคนที่เราพร้อมจะให้คำปรึกษา แต่กลับร้องไห้เมื่อรู้ว่าเขาไปตกหลุมรักคนอื่น"
"เพื่อนรัก คือคนที่ใกล้ชิดเราที่สุด แต่เราคิดแค่เพียงเพื่อน แต่ รักเพื่อน เขาคือคนที่ใกล้ชิดเราที่สุด แต่เราคิดไกลเกินเพื่อน"

    หลังจากที่เจอตัวจริงและได้อ่านหนังสือของหมอเอิ้น ฉันว่าฉันวาดภาพคุณหมอนักแต่งเพลงคนนี้ผิดไปเยอะเลย ในใจฉันคิดว่าน่าจะดูขรึมๆ แต่ตัวจริงกลับน่ารักและขี้เล่นและดูเฮฮากว่าที่คิด เหมือนคำนิยมของคุณวิภว์ บูรพาเดชะที่เขียนไว้ในหนังสือบอกว่า "อ่านแล้วเหมือนได้ฟังหมอเอิ้นเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ จนเราค่อยๆสนิทกับเธอมากขึ้นๆ แล้วก็นึกชื่นชมเธอ ได้แง่คิดจากเธอ อย่างน้อยที่สุดคุณต้องรู้สึกพบเพื่อนใหม่ที่น่าสนใจ และอย่างมากที่สุดคุณอาจถึงขั้นตกหลุมรักคุณหมอนักแต่งเพลงคนนี้ไปเลยก็ได้"  ในกรณีฉัน ฉันว่าฉันคงเป็นอย่างหลังนี่ล่ะ

    หลังจากอ่านหนังสือหมอเอิ้นจนจบฉันว่าฉันได้แรงบันดาลใจอะไรหลายๆอย่างจากหมอเอิ้น อาการต่อมสร้างสรรค์เสื่อม เบื่อ เหนื่อย ท้อแท้ ขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร ที่ฉันคุยกับแกเมื่อหลายวันก่อนคาดว่าตอนนี้คงมีอาการดีขึ้นแล้ว ฉันเลยอยากลุกขึ้นมาทำอะไรดูบ้าง อย่างหนึ่งในนั้นก็คือการเขียนถึงแกนี่ล่ะ  ไม่ผิดจากคำนิยมของพี่โหน่งหลังปกหนังสือสักเท่าไร พี่โหน่ง วงศ์ทนง บอกว่า "ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังรู้สึกว่าโลกมันร้าย สังคมมันไม่ดีชีวิตมันแย่ ผมแนะนำให้อ่านหนังสือของ เอิ้น-พิยะดา เล่มนี้ โลกหรือสังคม มันไม่ได้ดีขึ้นฉับพลันทันทีหรอก แต่อย่างน้อยที่สุดคุณจะเกิดความรู้สึกว่า ชีวิตมันไม่ได้เป็นเรื่องหนักหนาสักเท่าไร ตรงกันข้าม การมีชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มันเป็นเรื่องสวยงามจะตายไป "  ฉันอยากให้แกได้อ่านจริงๆ

    การเดินทางครั้งนี้ฉันว่าคล้ายกับการเดินทางครั้งที่แล้วอยู่เหมือนกัน ผิดตรงที่ไม่มี อ.ก้องช่วยนำทาง ไม่มีพี่สาวแกส่งเสียงเจื้อยแจ้วที่บูทแจกซีดีธรรมะ ที่สำคัญไม่มีแกอยู่ข้างๆ  การที่เท้าเล็กๆของแกได้เดินทางย่ำลงบนแผ่นดินที่กว้างใหญ่และหัวใจดวงน้อยๆของแกเดินทางไกลกว่าเคย มันคงได้ประสบการณ์และอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะเลยสินะ ถ้าการเดินทางทำให้เราเติบโต บางทีครั้งหน้าที่เราได้เจอกันแกอาจจะโตกว่าฉันแล้วก็ได้ ยังไงก็รักษาสุขภาพตัวและหัวใจของแกด้วย ตอนนี้ฉันขอตัวไปทำอะไรสนองแรงบันดาลใจฉันต่อก่อนนะ

                                                                                                                           คิดถึงเสมอ
                                                                                                                         ผู้ชายบ้านนอก
---------------------------------------------------------------
อ่านการนั่งรถไฟไปงานสัปดาห์หนังสือครั้งแรกของไอ้กานต์ได้ที่นี่
http://panugan.spaces.live.com/blog/cns!7EEE9E55251372E9!1533.entry
อ่านเรื่องนักแต่งเพลงขวัญใจไอ้กานต์ได้ที่นี่
http://panugan.spaces.live.com/blog/cns!7EEE9E55251372E9!1739.entry

กลับมาเขียนอะไรยาวๆอีกแล้ว จะเบื่อกันไหมเนี่ย อัดอั้นที่ไม่ได้เขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมานาน ฮ่าๆ
แล้วเจอกันวันที่หัวใจเริ่มเคลื่อนไหวออกไปไกลเกินกว่าเดิม อีกครั้ง อีกครั้ง และ อีกครั้ง


10月5日

Panugan Cantabile パヌガン カンタベレ

กราบสวัสดีมิตรรักแฟนสเปซทั้งหลาย วันนี้ไอ้กานต์กลับมาอัพแล้วหลังจากห่างหายไปหลายวัน
ยังไม่มีเรื่องเขียนเป็นชิ้นเป็นอัน เอาผลงานและกิจกรรมทางดนตรีที่ได้ทำในสอง-สามเดือนที่ผ่านมามาอัพดีกว่า

เผอิญจะเคลียร์ความจำกล้องเผื่อจะไปถ่ายรูปส่งงานวิชาโฟโต้ เจอคลิปกับรูปที่แข่งโฟล์คซองงานวันวิทย์เมื่อเดือนที่แล้วก็เลยเอามาแปะให้ดูเล่น
ยกเครดิตคนถ่ายภาพกับคลิปวีดีโอให้กับออน หวานใจเบสท์ล่ะครับ

พอมาดูอีกทีขำขำเหมือนกันแฮะ ความทรงจำเริ่มลางเลือนแล้วเหมือนกัน เขียนเท่าที่นึกออกแล้วกันนะครับ

คลิปแรก เป็นคลิปของรอบแรก เล่นวงสุดท้ายครับ คนเหลือไม่ถึง 20 คน (เหมือนโดนกลั่นแกล้ง เล่นกี่ปีต่อกี่ปีเล่นวงสุดท้าย ไม่ก็วงรองสุดท้ายตลอด)
แต่ก็สนุกกันเต็มที่ครับ ขอบคุณพี่ๆที่มาร่วมสร้างสีสันด้วยครับ
มีเพลง "เพราะอะไร" (เพราะอะไรเอ็งถึงร้อง ฮ่าๆ ) กับเพลง "กลับมา" รู้สึกคลิปนี้จะอยู่ช่วงท้ายๆแล้ว มีเพลงก่อนหน้านี้อีกสองสามเพลงแต่จำไม่ได้แล้วว่าร้องเพลงอะไร ฮ่าๆ

   


คลิปที่สอง เป็นคลิปของรอบสุดท้ายช่วงแรก (วันนี้เล่นเป็นวงแรกครับ เหมือนจะประชดที่เราบ่นว่าเมื่อวานที่เล่นวงสุดท้าย)
มีเพลง "วันที่ฉันป่วย" ,"ก่อน" ,"Let it be" , (เพลงนี้สร้างความปวดหัวกับคณะกรรมการเป็นอย่างมาก แหะแหะ) "เพราะอะไร"

   


คลิปที่สาม เป็นคลิปรอบสุดท้ายเหมือนกันช่วงหลัง 
มีเพลง "หยุด" และ"กลับมา" ในคลิปมีเพลงหยุดอย่างเดียวเพราะเมมกล้องเต็มซะก่อน

   

ขอเล่านิดนึง วันแรกก่อนที่จะขึ้นแข่งรอบแรก ขณะซ้อมอยู่แถวๆหน้าโรงบาลฝนก็ตกลงมา มีชาย-หญิงคู่หนึ่งมาหลบฝน ผมกับไอ้เบสท์ก็ซ้อมไปเรื่อย เสียงเพลงรักเอื่อยๆกับสายฝนปรอย เป็นที่โรแมนติกแก่ 2 หนุ่มสาวคู่นั้นยิ่งนัก
ยังไม่พอ วันที่สองก่อนแข่งรอบชิง วันนี้ย้ายไปซ้อมที่ศาลาขาวริมสระแก้ว ซึ่งมีคู่ชาย-หญิง (อีกแล้ว แต่ไม่ใช่คู่เมื่อวานนะ) นั่งอยู่ก่อน เราสองคนไม่สนใจ ก็ซ้อมไปเรื่อย สักพักฝนตก (อีกแล้ว) คนอื่นๆที่อยู่ใกล้ๆก็เข้ามาหลบฝนในศาลาด้วย เราก็ไม่สนใจยังคงซ้อมกันต่อไป
สักพักใหญ่ฝนก็ยังไม่หยุด เพลงที่จะใช้แข่งก็ซ้อมจนหมดแล้ว เราก็เล่นเพลงอื่นไปเรื่อย เสียงเพลงรักเอื่อยๆกับสายฝนปรอย (อีกแล้ว) เป็นที่โรแมนติกแก่ 2 หนุ่มสาวคู่นั้นยิ่งนักหนักกว่าเมื่อวานอีก วันนี้มีพยานรักเพิ่มขึ้นมาอีก 3-4 คนด้วย
น่าอิจฉาชะมัด จะมีกี่ครั้งในชีวิตที่จะมีคนมาเล่นเพลงรักให้ฟังในบรรยากาศโรแมนติกวันฝนตกท่ามกลางสักขีพยานรักอีก 3-4 คน ถ้าผมเป็นหนุ่มคนนั้นคงนั่งคุกเข่าขอเขาแต่งงานไปตรงนั้นแน่ๆ บรรยากาศเป็นใจสุดๆ
จนฝนหยุด ทุกคนต่างแยกย้ายไม่มีใครขอใครแต่งงาน ผมกับไอ้เบสท์ก็ไปขึ้นแข่ง  ด้วยบุญกุศลแห่งรักนั้นเองเลยทำให้ Bihybrid
คว้ารางวัลที่สามมาครอง แต่ไม่ได้ของรางวัลนะ ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน (ชื่อวงนี่ก็อีกอย่าง แข่งทุกปีเรียกผิดทุกปี ตอนแรกเบสท์มันตั้งว่าไบไฮบริด คนอ่านอ่านเพี้ยนไปเป็นบีไฮบริดปีนั้นได้รางวัลมาก็เลยๆตามเลยบีไฮบริดก็ได้ พอปีต่อมาเป็นบีไฮเบิร์ด ยิงฟัน แล้วมาปีนี้บีไฮบริดก็จริงแต่เขียนจาก Bihybrid เป็น B Hybrid)

ต่อมา ช่วงเดือนก่อนได้ลองศึกษาโปรแกรม Cubase ซึ่งเป็นโปรแกรมทำดนตรีตัวหนึ่ง วันนี้เลยเอาเพลงมาแปะให้ลองฟังกัน
เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ผมมิกซ์เสร็จ ชื่อเพลงคำขอจากคนไกล เพลงนี้แต่งให้เพื่อนสาวตัวน้อยกับสาวตาแป๋ว

   คำขอจากคนไกล - Bihybrid



เพลงที่สอง Santa Lucia เป็นเพลงประจำมหาวิยาลัยศิลปากร นั่นเอง อันนี้ลองแกะโน้ตแล้วลองทำดนตรีดู ตอนแรกมีเสียงผมร้องแต่ฟังไปฟังมาเหมือนว่าจะไม่เข้ากับทำนองเลยเอาเสียงร้องออกดีกว่า แบบนี้ดูดีกว่าและอลังการกว่านิดนึง ลองฟังกันดูครับ

   SantaLucia (Bihybrid Ver.) - Bihybrid


ตอนนี้รู้สึกสนุกกับ Cubase มาก มันทำให้จากเพลงที่เล่นกีตาร์+ร้องเฉยๆ ดูดีและมีสีสันขึ้นกว่าเดิมนิดนึง จากที่แค่เล่นแล้วอัดเสียงก็จบ แต่นี่มันไม่ใช่ พอได้มาลองทำดนตรีทั้งเพลงแล้วมันทำให้ผมรู้สึกละเอียดมากขึ้น (แค่ปรับแต่งอะไรเพียงนิดเดียวมันอาจะทำให้เพลงนั้นเปลี่ยนความรู้สึกไปเลย)
และมันทำให้ผมตั้งใจฟังและสนใจรายละเอียดของเพลงอื่นๆมากขึ้น

ติชมกันเข้ามาได้ครับ ไว้จะพัฒนาให้ดีขึ้นกว่านี้

มีเพลงที่อยากจะแต่งที่จดๆไอเดียไว้อีกเพียบเลย มีเพลงสำคัญในชีวิตที่อยากจะแต่งให้เสร็จหนึ่งเพลง เพลงจากพี่ชายใจดีเขียนเนื้อให้อีก 2-3 เพลง เพลงจากเพื่อนสาวตัวน้อยเขียนเนื้อให้อีกหนึ่งเพลง เพลงที่สัญญาว่าจะเขียนให้คนอื่นอีก 2-3 เพลง และอื่นๆ
โอ้ย เยอะแยะมากมาย จะทำหมดไหม ฮ่าๆ ปิดเทอมนี้ คงจะได้เพลงใหม่อีกไม่มากก็น้อย (ถ้าผมไม่ขี้เกียจซะก่อนอ่ะนะ)
โปรดติดตามกันต่อไป ฝากผลงานของผู้ชายบ้านนอกไว้ตรงง่ามใจของมิตรรักแฟนสเปซทุกท่านด้วย โปรดรักไอ้กานต์น้อยๆ แต่รักไอ้กานต์นานๆ (ค้อมตัวกราบพลางส่ายหัวแบบพี่เป้าสายันห์ สัญญา)