PANU's profileยินดีต้อนรับสู่สเปซบ้านน...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 30

    นั่งรถไฟไปงานสัปดาห์หนังสืออีกแล้ว

    สวัสดีเพื่อนสาวตัวน้อย

    เป็นธรรมเนียมไปแล้วหรือเปล่า ที่ฉันไปงานหนังสือหรือออกเดินทางด้วยน้องม้าเหล็กคันยาว(ที่แกเรียก)ทีไรต้องกลับมาเขียนถึงแกทุกที
    หวังว่าแกและหัวใจดวงน้อยๆของแกคงสบายดีเช่นเดิม มีเรื่องเล่าให้แกฟังหลายเรื่องทีเดียวล่ะ

    เหมือนที่เขียนไว้ตอนแรก วันก่อนฉันไปงานหนังสือมา คราวนี้ผู้ร่วมเดินทางของฉันเป็นเพื่อนสมัยมัธยมล่ะ ทั้งสามครั้งที่ไปงานหนังสือความรู้สึกไม่เหมือนกันเลยสักครั้ง ครั้งแรกที่ไปกับแกและอ.ก้อง ฉันรู้สึกตื่นเต้น ที่จะได้เห็น ได้รู้อะไรใหม่ๆ ครั้งที่สองไปกับพี่เมธ ก็ยังคงตื่นเต้นอยู่ได้รู้จักหนังสือในแนวที่ฉันยังไม่ได้อ่านเยอะขึ้น ครั้งที่สามไปกับเพื่อนๆ ก็ตื่นเต้นเหมือนเดิม แต่จุดประสงค์จะจับจ้องไปที่สาวๆที่ขายหนังสือและที่เดินกันในงานมากกว่า
    ที่ฉันไม่อยากเข้ากรุงบ่อยๆก็เพราะแบบนี้ล่ะ ฉันเกรงว่าจะเสียจิตวิญญาณแห่งผู้ชายบ้านนอกไปเพราะหลงแสงสีไฟและแก้มใสๆของสาวกรุงเข้าน่ะสิ ฮ่าๆ
    ผู้ร่วมเดินทางเปลี่ยน ความรู้สึกก็เลยเปลี่ยนตามด้วยหรือเปล่า แต่ฉันก็รู้สึกสนุกและประทับใจทุกครั้งกับการเดินทางที่ผ่านมานะ

    ฉันได้เจอพี่สาวของแกด้วย ยังน่ารักและดูร่าเริงเหมือนเดิมเลย เห็นแล้วคิดถึงแกจริงๆ เราคุยกันอยู่ครู่หนึ่งฉันก็ขอตัวกลับก่อน ได้หนังสือที่ อ.ก้องฝากดูเกือบครบ และได้หนังสือที่ฉันอยากได้มาสองเล่ม ฉันว่าจะไปงานหนังสืออีกล่ะ แกอาจจะคิดว่าฉันไปปิ๊งสาวที่บูทไหนเข้าใช่ไหม มันก็จริงส่วนหนึ่ง ขอบอกว่าสาวที่อยู่บูทหนังสือพี่วินทร์ กับบูทหนังสือของพี่ปราย น่ารักมาก แต่ที่ฉันจะกลับไปเพราะหนังสือที่ฉันอยากได้ยังไม่ออก หนังสือที่ว่าคือ หนังสือ"จดหมายรักของยาขอบ" เขียนโดยพี่ 'ปราย พันแสง ตอนแรกคนขายยิ้มตาหยีบอกฉันว่าหนังสือจะมาตอนเที่ยงๆบ่ายๆ พอตอนบ่ายฉันไปถามอีกรอบ เธอกลับยิ้มหวานใส่ฉันอีกแล้วบอกว่าหนังสือจะมาตอนเย็นๆ ฉันเลยมาตั้งหลักว่าจะกลับไปให้เธอคนนั้นรับผิดชอบคำพูดและรับผิดชอบหัวใจของฉันที่ถูกเธอทำร้ายด้วย (น้ำเน่าได้อีกเนอะ)
    จบเรื่องสาวๆไว้ก่อน ก่อนที่ภาพพจน์ของผู้ชายโรแมนติก อบอุ่น แสนใจดีที่ฉันสร้างไว้จะพังทลายลงไปหมด เหตุการณ์ที่ผ่านมาเพราะเพื่อนมันพาไปจริงๆนะ (โทษเพื่อนอีก ฮ่าๆ)

    อีกหนึ่งแรงบันดาลที่ทำให้ฉันเขียนจดหมายถึงแกก็คือหนังสืออีกเช่นกัน 
    ช่วงนี้มีหนังสือที่ทำให้ฉันหลงไหลในการเขียนจดหมายผ่านเข้ามาในชีวิตฉันสองเล่ม (และอาจจะมีเล่มที่สามเร็วๆนี้)

    เล่มแรกชื่อหนังสือ จดหมายรัก คนเขียนคือพี่ 'ปราย พันแสง เล่มนี้ฉันซื้อมาตั้งแต่งานหนังสือทับแก้วแล้วล่ะแต่เพิ่งอ่านจบเมื่อไม่นานมานี้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่รวบรวมจดหมายรักไว้เพียบเลย เช่นจดหมายรักของไอน์สไตน์ จดหมายรักกริฟฟิน & ซาบีน จดหมายรักมาร์กซิสต์ จดหมายรักยาขอบ(ที่ฉันประทับใจเป็นพิเศษก็จดหมายรักของยาขอบนี่ล่ะถึงทำให้ฉันอยากได้หนังสือจดหมายรักยาขอบมาอ่าน) แถมท้ายด้วยจดหมายรักในชีวิตจริงของพี่ 'ปราย และจดหมายรักอื่นๆของผู้อ่านทางบ้าน แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉันหยิบหนังสือเล่มนี้ ไปจ่ายเงินโดยไม่ลังเลก็เพราะมีจดหมายจากไข่ย้อยถึงดากานดาด้วย

    เล่มที่สองชื่อหนังสือ ระยะทางอันห่างใกล้ เป็นของนักเขียนนิ้วกลมๆขวัญใจคนหนึ่งของแก กับสาวที่ชื่อพิมปาย ยกคำโปรยบนปกมาให้แกอ่านเล่นแล้วกัน " "ระยะทางอันห่างใกล้" จดหมายระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว ว่าด้วยเรื่องราวของความรัก ความฝัน ความสัมพันธ์ จินตนาการ และความจริง" เป็นหนังสือที่เพิ่งออกใหม่สดๆร้อนๆในงานหนังสือนี่เอง เรื่องราวในหนังสือเป็นการเขียนโต้ตอบจดหมายกันระหว่างพี่นิ้วกลมกับพิมปาย ฉันไม่เคยรู้จักกับพิมปายมาก่อน แต่หลังจากที่อ่านไปค่อนเล่ม ฉันว่าเธอคนนี้นเขียนหนังสือน่าอ่านชะมัดเลย เริ่มอยากรู้จักกับเธอมาขึ้นซะแล้ว หนังสือเล่มนี้มันหวานๆขมๆยังไงบอกไม่ถูก ถ้าอ่านจบแล้วฉันจะมาเล่าให้แกฟังอีกทีแล้วกัน

    อาจจะเป็นการยั่วหรือทำให้แกอยากอ่านหนังสือที่ฉันเขียนถึงหรือเปล่า ทั้งๆที่ฉันก็รู้ว่าแกอยู่ไกลเกินกว่าที่จะหามันมาอ่านได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันก็ขอโทษแกด้วย แต่มันก็เป็นความประทับใจและความรู้สึกดีๆที่ฉันอยากถ่ายทอดและอยากเล่าให้แกฟังจริงๆ
    หนังสือเล่มแรกทำให้ฉันเห็นความสำคัญของจดหมายรักมากขึ้น และได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับความรักในอีกมุมหนึ่ง เล่มที่สองก็เช่นกันถึงจะยังอ่านไม่จบแต่ก็ได้อะไรกลับมาพอสมควร

    แกว่าสมัยนี้ยังมีคนเขียนจดหมายถึงกันอีกไหม ยุคสมัยที่อะไรๆก็ทันใจไปหมด ยุคที่แค่ "คิด" ก็ "ถึง" แล้ว
    ฉันมีประสบการณ์และความทรงจำเกี่ยวกับจดหมายน้อยมาก ทั้งแบบที่เป็นกระดาษใส่ซองและแบบอีเมล์ แบบอีเมล์ส่วนมากจะเป็นที่ส่งต่อกันไปเรื่อยๆมากกว่าไม่ค่อยได้เขียนถึงใครจริงๆจังๆนัก ส่วนแบบกระดาษเคยเขียนถึงเพื่อนสมัยมัธยมอยู่ครั้งหนึ่งครั้งเดียวเท่านั้น

    จดหมายทั่วไปยังมีน้อย จดหมายรักยิ่งไม่ต้องพูดถึง

    ก่อนจะจบจดหมายฉบับนี้ขอยกจดหมายไข่ย้อยถึงดากานดาขึ้นมาเสียหน่อย ไข่ย้อยเขียนถึงการเดินทางของจดหมายไว้ว่า 
    "ฉันจะนับวันและนับคืน และจะคิดว่า เอาละ จดหมายของฉันจะเดินทางไกลถึง 1,500 กิโลเมตร จากเกาะพะงันไปเชียงใหม่ ฉันนึกถึงการเดินทางอันยาวไกลของมัน มันต้องลงเรือข้ามอ่าวไทยขึ้นฝั่ง จากนั้นมันจะขึ้นรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ต่อรถไฟอีกขบวนเพื่อไปเชียงใหม่ มันอาจจะไปพำนักอยู่ที่ทำการไปรษณีย์ที่ไหนสักแห่งในเมืองแล้วนายบุรุษไปรษณีย์หนุ่มผู้แข็งขันก็จะพามันไปถึงประตูบ้านของแกเลยทีเดียว แล้วมันจะบอกกับแกว่า "สวัสดี..ดากานดา ฉันเดินทางมาถึงแล้วนะ" "

    ฉันลองอ่านแล้วนึกภาพตามมันเป็นความรู้สึกที่ดีมากเลยนะ โรแมนติกไม่เบาทีเดียว ความคิดถึงจากคนๆหนึ่งกลั่นจากสมองและหัวใจถ่ายทอดผ่านมือข้างที่ถนัดสู่ปากกาหรือดินสอลงบนกระดาษ จนหย่อนลงตู้ไปรษณีย์ผ่านการเดินทางยาวนานกว่าจะถึงมือผู้รับ และความคิดถึงบนหน้ากระดาษนั้นกระโดดขึ้นบนมือวิ่งผ่านแขนผ่านตาเข้าสู่สมองและหัวใจของผู้รับ แกลองคิดดูว่าความคิดถึงจะต้องผจญภัยในการเดินทางขนาดไหนกว่าจะถึงที่หมาย จดหมายซึ่งเป็นสื่อกลางของความคิดถึงเดินทางผ่านร้อน ผ่านหนาว อาจจะยับระหว่างทาง อาจจะเปียกฝนข้อความซีดจางไปบ้าง แต่ฉันเชื่อว่าความคิดถึงไม่ได้ซีดจางลงเหมือนหมึกบนกระดาษเป็นแน่

    คำโปรยที่ปกหลังของหนังสือจดหมายรักเขียนไว้ว่า "การพิมพ์จดหมายต่อสาธารณชนถือว่าเป็นการโป๊เปลือยอย่างที่สุด นอกจากเนื้อหนังมังสาของเขาเองแล้ว จะไม่มีสิ่งใดปกปิดเขาจากสายตาโลกได้อีกต่อไป
    การเขียนแสดงตัวตนได้หลายแบบ ตามกลวิธีการเขียนที่มีต่างกันมากมาย แต่นักเขียนจดหมาย จะมีตัวตนได้แบบเดียวคือแบบที่เขาเป็นในจดหมายตลอดไป อี.บี.ไวท์" 
    ถ้าการเปิดเผยจดหมายต่อที่สาธารณเปรียบเป็นการโป๊เปลือยจริง ตอนนี้ฉันคงไม่เหลือแม้อะไรสักชิ้นปิดบังร่างกายเป็นแน่

    หวังว่าจะได้เขียนจดหมายจริงๆถึงแกบ้าง จดหมายที่เขียนลงบนกระดาษและใส่ซอง ไม่ใช่จดหมายผ่านทางพื้นที่เล็กๆแห่งนี้ อย่างน้อยฉันจะได้มีอะไรบังร่างกายของฉันไว้บ้าง ช่วงนี้แดดกำลังแรงทีเดียว  
    และเมื่อถึงตอนนั้นความคิดถึงของฉันจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเคาะประตูหน้าบ้านแก แล้วมันจะบอกกับแกว่า "สวัสดี เพื่อนสาวตัวน้อย ฉันเดินทางมาถึงแล้วนะ"

    คิดถึงเสมอ
    ผู้ชายบ้านนอก
    March 24

    จีบเธอนะ

    "อะไรวะ !! นี่เอ็งยังไม่เคยคุยกับน้องเขาเลยสักคำเหรอ"
    คนที่แหกปากใส่ผมนี่ชื่อไอ้หมีครับ
    "เออ... ไม่ต้องเสียงดังก็ได้เดี๋ยวน้องเขาได้ยิน" ผมตอบมันกลับเสียงเบาๆ
    "ป๊อดนี่หว่า"
    ที่นั่งข้างๆกำลังพูดเสริมไอ้หมีนี่ชื่อไอ้โต้งครับ
    "ไม่ได้ป๊อดเว้ยแต่.."
    "แต่อะไรวะ" ทั้งสองพูดเกือบจะเป็นเสียงเดียวกัน
    "ข้าไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง"
    มันสองคนทำหน้าเบื่อโลก ดูดนมเย็นตรงหน้าคนละทีแล้วพล่ามต่อ
    "ก็เลยได้แต่แอบมองน้องเขาอยู่อย่างนี้"
    "ชั้นสองโต๊ะขวา สูง... ตำแหน่งพอเหมาะกับการเห่าเลยนะเนี่ย"
    แล้วทั้งสองก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ผมอยากจะเถียงแต่เถียงไม่ออก

    "มีอะไรกันหรือเปล่าจ๊ะหนุ่มน้อย" สาวผูกผ้ากันเปื้อนที่ยืนตาหยียิ้มหวานอยู่นี่ชื่อพี่จ๋าครับ เป็นพนักงานของร้านนี้
    "ไม่มีอะไรครับ แค่เพื่อนผมเจ็บคอนิดหน่อย อยากเห่าเครื่องบินแต่ไม่มีเสียง" ไอ้โต้งตอบกลั้วหัวเราะ
    "นู่น ชั้นสองโต๊ะขวา คนที่ผูกโบว์สีน้ำเงินครับพี่จ๋า" ไอ้หมีพูดรับ
    "น่ารักดีนี่นา สู้ๆนะหนุ่มน้อย มีอะไรให้ช่วยบอกพี่ได้นะ" พี่จ๋ายิ้มหวานเห็นลักยิ้มอีกที ก่อนเดินกลับไปทำหน้าที่ของเธอต่อ ทิ้งผมไว้กับไอ้สองตัวนี่ซึ่งขณะนี้มันกำลังเถียงกันว่าพี่จ๋ายิ้มให้ใครก่อน

    ดูเหมือนว่าพี่จ๋าจะเป็นเหตุผลหลักของเพื่อนผมทั้งสองคนที่เข้ามานั่งเป็นประจำในร้านนมแห่งนี้ และอาจจะเป็นเหตุผลของลูกค้าชายรายอื่นๆด้วย ก็พี่เขาออกจะน่ารักซะขนาดนั้น ใครจะห้ามใจไหว
    แต่เว้นผมไว้คนหนึ่งล่ะ อาจจะเพราะอายุก็เหตุผลหนึ่ง พี่เขาอยู่ปีสองมหาวิทยาลัยแล้วผมอยู่แค่ ม.5เอง อีกอย่างคนเข้าคิวจีบพี่เขาก็เป็นสิบ
    เหตุผลหลักที่ผมชอบนั่งที่นี่ก็เพราะจะได้เห็นเธอคนนั้นเดินผ่านหน้าร้านที่นี่ทุกเย็นนะสิ

    น้องเขาชื่อน้องกิ่ง ความจริงผมก็ไม่รู้หรอกว่าชื่อเล่นน้องเขาชื่ออะไร แต่ผมแอบเห็นชื่อปักบนหน้าอกเสื้อของเธอว่า "กิ่งแก้ว" ก็เลยถือวิสาสะเรียกเธอว่าน้องกิ่ง ที่เธอต้องผ่านหน้าร้านนี้ทุกวันก็เพราะว่าท่ารถเมล์ที่เธอใช้เดินทางกลับบ้านอยู่ไม่ไกลจากร้านนมร้านนี้นี่เอง
    จะบอกว่ารถเมล์ของเธอก็ไม่ถูก ต้องเป็นรถเมล์ของผมด้วยเพราะผมกลับบ้านทางเดียวกับเธอแต่ผมลงทีหลัง

    ผมแอบมองน้องเขาฝ่ายเดียวมาเป็นปีแล้ว ตั้งแต่ผมอยู่ ม.4 น้องกิ่งอยู่ ม.3 จนตอนนี้เธอขึ้น ม.4 ผมอยู่ ม.5
    ตอนเช้าพ่อจะไปส่งผมที่โรงเรียนครับไม่ได้ขึ้นรถเมล์ ภาพที่ผมเห็นเป็นประจำทุกเช้าที่พ่อขับรถผ่านคือเด็กผู้หญิงตัวเล็ก รวบผมไปข้างหลังอย่างเรียบร้อยแล้วกลัดด้วยโบว์สีน้ำเงิน ยืนถือกระเป๋าหนังรอรถเมล์อยู่ที่เดิมและเวลาเดิมในทุกๆวัน
    แก้มชมพูระเรื่อรับกับแสงแดดยามเช้าขับให้เธอยิ่งน่ารักขึ้นไปอีก
    ผมรู้ว่าผมตกหลุมรักเธอ

    ก่อนที่ผมจะเพ้อมากไปกว่านี้ผมก็ถูกดึงกลับสู่โลกแห่งความจริงด้วยเสียงของไอ้หมี
    "แล้วจะเอายังไงต่อวะ"
    "น้องเขาก็อยู่ในร้านนี่แล้ว เดี๋ยวพอตอนน้องเขาจะกลับเดิน ผ่านมาทางนี้เอ็งก็ทักน้องเขาเลย" ไอ้โต้งเสริม
    "จะดีเหรอวะ" ผมตอบ ใจยังเกรงๆ
    "ดีสิวะ หรือจะให้พวกข้าช่วย" พวกมันหัวเราะกันอีกแล้ว
    "ไม่ต้องเลยๆ กลัวพวกเอ็งจะทำเสียเรื่อง"
    "ตามใจนะ พวกข้าจะให้กำลังใจเงียบๆแล้วกัน น้องเขาเดินมานู่นแล้ว"
    ทันใจคิด น้องกิ่งกับเพื่อนๆของเธอกำลังจะกลับ
    เธอเดินมาทางนี้แล้ว ใจผมเต้น
    เธอเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใจผมเต้นถี่ขึ้นอีก

    .....
    ...
    .

    "นี่แหนะ ซื้อบื้อ" ทั้งสองคนตบหัวผมคนละทีตามมาด้วยเสียงด่าอีกนับไม่ถ้วนหลังจากน้องกิ่งพ้นประตูร้านไป
    "ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงนี่หว่า" ผมตอบ ใจยังเต้นตุบๆ "ไม่เป็นไรยังมีโอกาสอีกเยอะ ยังไงข้าก็กลับบ้านพร้อมเขาทุกเย็นอยู่ดี"
    "เออ ตามสบายเอ็งเถอะ มัวแต่คิดแบบนี้ ข้าว่าสุดท้ายเอ็งก็ไม่กล้าทักน้องเขาอยู่ดีนั่นล่ะ"

    ก็จริงเหมือนที่เพื่อนผมว่า ทำไมนะทำไม เห็นหน้าน้องกิ่งทีไรหวั่นไหวใจสั่นทำตัวไม่ถูกทุกที
    เราทั้งสามคนไม่ได้พูดอะไรกันต่อ ต่างคนต่างจัดการกับนมเย็นเบื้องหน้าของตนเอง ครู่เดียวพี่จ๋าก็เดินมาจากหลังร้าน
    "เราสามคนรู้จักกับน้องผู้หญิงกลุ่มเมื่อกี้ใช่ไหม" พี่จ๋าถามพร้อมยิ้มหวานเหมือนเคย
    "น้องเขาทำกระเป๋าเงินตกไว้ น่าจะเป็นของน้องโบว์สีน้ำเงินนะ พี่ฝากไปคืนทีได้ไหม"

    นี่ผมหูไม่ฝาดไปใช่ไหมเนี่ย ไอ้สองคนนี้ก็เชียร์กันใหญ่
    ผมรับกระเป๋ามาจากพี่จ๋าถือไว้ในมือขวาที่มีอาการสั่นเล็กน้อย ผมจะบอกน้องเขาว่าไงดี แล้วเขาจะยอมคุยกับผมไหม จะยื่นให้น้องเขาด้วยมือไหนดี ทำหน้าแบบไหนดีล่ะ ถ้าน้องเขายิ้มกลับมาผมจะเขินไหม

    คิดไม่ทันแล้วล่ะน้องเขาเดินมานู่นแล้ว
    ---------------------------------------------------------------
    จีบเธอนะ Skykick Ranger

    ยืนอยู่ในร้านที่เดิม เห็นเธอ ผ่านไป
    มันห้ามใจไม่ไหว ต้องการ เข้าไปทักทาย

    บังเอิญว่าตัวฉัน นั้นมัน หน้าบาง ขี้อาย
    ต้องรวมสมาธิแล้วมอมหัวใจให้เมา

    *ดื่มไปอีกแก้วนึง แก้วนึง
    ต้องย้อมใจตัวเองอีกนานเท่าไร
    จะกล้าพูดออกไปว่าฉัน...

    **จีบเธอนะ... ได้ไหม จีบเธอนะ... ฉันขอ
    จีบเธอนะ... ถึงแม้ ฉันจะหน้าแดง
    (ไม่ได้หวังไว้สูง เผื่อใจเอาไว้แล้ว)
    (แต่อย่างน้อยก็ภูมิใจ ได้พูดออกไปว่าชอบเธอ)

    จะเป็นอะไรไหม ถ้าฉัน ขอชน กับเธอ
    แค่แก้วก็พอแล้ว ไม่ถึง ต้องให้ใจชวนกรึ่ม

    *,**

    **
    ---------------------------------------------------------------
    Skykick Ranger กลับมาแล้ววว รออัลบั้มเต็ม ชุดที่แล้วนี่ชอบมากเลย ชอบเสียงเครื่องเป่ามากๆ
    เอา MV มาแปะให้ดู นางเอก MV น่ารักดีอ่ะ
     


    ป.ล. ร้านนมร้านนี้อยู่ใกล้ๆร้านขายข้าวขาหมูร้านที่แล้วล่ะมั้ง ฮ่าๆ
    วนอยู่แต่ในร้านนี่ล่ะ คราวหน้าเดี๋ยวเปลี่ยนสถานที่บ้าง นั่งรอที่สะพานสระแก้วได้เลย คราวหน้าฉากหลังจะเป็นสะพานสระแก้ว อิอิ
    March 14

    ปลาทูนึ่ง

    วันที่อากาศอบอ้าววันหนึ่ง ร้านเดิม เวลาเดิม และโต๊ะเดิม
    ที่นั่งด้านขวาแถวที่สอง

    "ข้าวขาหมูใช่ไหม" ป้าเจ้าของร้านถามด้วยรอยยิ้ม ผมพยักหน้ายิ้มรับ จะไม่ให้ป้าจำได้ได้ยังไงล่ะ ผมมาที่นี่ทีไรก็สั่งแต่ข้าวขาหมู
    ป้าหันกลับไปทำหน้าที่ของแก ครู่เดียวข้าวขาหมูจานโตก็วางอยู่ตรงหน้าผม

    "แฟนไม่มาด้วยเหรอวันนี้" ป้าถาม รอยยิ้มยังไม่จางจากใบหน้า
    "ครับไปต่างประเทศปีหนึ่ง"
    "แบบนี้ป้าก็ขาดลูกค้าไปอีกหนึ่งรายสิ" ป้ายังคงยิ้มอยู่ เสียงลูกค้ารายใหม่ดังมาเรียกป้าออกไป ทิ้งผมไว้เพียงลำพังกับข้าวขาหมู

    ภาพความทรงจำยังชัดเจน ที่นั่งตรงข้ามผมเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
    ครบอาทิตย์แล้วสินะ

    .
    ....
    ...........
    ...............

    "กินข้าวขาหมูบ่อยๆไม่เบื่อเหรอ" สาวตากลมโตผมยาวยิ้มน้อยๆก่อนถาม
    "ก็ชอบนี่นา" ผมตอบ ปากยังเคี้ยวข้าวอยู่เต็ม
    "นี่ดีกว่า น้ำพริก ผักต้ม ปลาทู อร่อย ไม่อ้วนด้วย" เธอบุ้ยใบ้ให้ดูสารพัดผักและปลาทูตรงหน้า
    ผมยังคงสนใจขาหมูของผมต่อไป
    "ที่นู่นไม่รู้ว่าจะมีน้ำพริก ปลาทูขายไหม ไม่รู้จะได้กินอีกทีเมื่อไร" น้ำเสียงที่เศร้าลงทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นดู
    ตากลมโตคู่นั้นปริ่มน้ำตา แก้มชมพูระเรื่อ
    "ถ้าเราได้อยู่ใกล้ๆกันตลอดไปเหมือนปลาทูในเข่งก็ดีสิเนอะ" เธอว่า
    "อืมๆ ดูๆไปเวลางอนตัวเล็กก็หน้างอเหมือนปลาทูในเข่งเหมือนกันนะ ว่าไหม"
    เธอชกเบาๆเข้าที่พุงของผมแทนคำตอบ
    "กินแต่ขาหมู พุงย้อยสามชั้นเป็นหมูแล้วเนี่ย" เธอเริ่มยิ้มได้

    เธอยิ้ม ผมยิ้ม

    "ปีเดียวเองไม่นานหรอกเนอะ ทำธุระทางนู้นเสร็จแล้วจะรีบกลับเลย อย่ากินเยอะล่ะ อ้วนมากจะหาแฟนใหม่" เธอพูดพลางยิ้มตาหยี
    ภาพและเสียงสุดท้ายของเธอยังติดหูติดตาผมมาจนทุกวันนี้

    ...............
    ...........
    ....
    .

    "กินเก่งเหมือนเดิมเลยนะ" ป้าถามหลังจากเห็นผมจัดการกับอาหารตรงหน้าจนเกลี้ยง
    "ต่อไหม" ป้าถาม ผมพยักหน้า
    "ข้าวขาหมูเนอะ"
     
    ตื้ด ตื้ด... ตื้ด ตื้ด... เสียงอวัยวะที่ 33 ของร่างกาย ร้องพร้อมสั่นอย่างรุนแรงอยู่ข้างโต๊ะ ผมหยิบมันขึ้นมากดดู

    "ตัวอ้วนบ้าพุงย้อย แบร่~ ^ ^   จากตัวเล็ก"

    "ป้าครับ ขอเปลี่ยนเป็นน้ำพริก ผักต้ม ปลาทู"


    ---------------------------------------------------------------

     

    ปลาทูนึ่ง - Dr.Fuu

    ปลาทูนึ่ง Dr. Fuu

    อยากให้ใจเป็นก้อนหิน ฉันคงไม่ดิ้นร้อน
    อยากให้เป็นเมื่อตอนเราห่างไกล
    ไม่อยากจะคิดถึงเธอ มันทรมานหัวใจ
    เฝ้าแต่รอ วันไหนเธอจะกลับมา

    หากว่าฉันมีเวทมนต์ ฉันจะไม่ทนคิดถึง
    เราจะเหมือนปลาทูนึ่งที่ใกล้กัน
    จะเสกให้ฉันเหาะได้ จะเหาะไปหาเธอทุกวัน
    หากเป็นจริงอย่างนั้นฉันคงไม่ลำบาก 

    *ไม่อยากคิดถึงเธอ มันอยากอยู่ใกล้เธอ
    โทรคุยเสมอ ก็ยังไม่ดีเหมือนเจอหน้า 
    ไม่ชอบคิดถึงเธอ ขอหลับฝันเห็นกันซะดีกว่า
    แต่หลับตา บางทีก็ฝันไม่เห็นเธอ

    **เฝ้าแต่มองปฏิทิน ทุกวันฉันขีดเครื่องหมาย
    ไม่ทันใจได้วันละช่องเดียวเอง
    กลับมาไวๆได้ไหม คิดถึงทีไรแล้วชอบกินเก่ง
    ฉันเกรงเธอจะจำกันไม่ได้


    *,**

    กลับมาไวๆได้ไหม คิดถึงทีไรแล้วชอบกินเก่ง
    ฉันเกรงเธอจะจำกันไม่ได้

    ---------------------------------------------------------------
    ช่วงนี้ชอบเพลงนี้มากเลยเพลงน่ารักดีอ่ะ อดใจที่จะเขียนถึงไม่ได้  ฟังแล้วจินตนาการได้แบบเรื่องสั้น(เขาเรียกเรื่องสั้นได้ไหมอ่ะ)ที่เขียนนั่นล่ะ อิอิ ติชม ด่าได้ตามสะดวกเช่นเคย ไว้เดี๋ยวหาเพลงอื่นมาเขียนเล่นอีก
    March 13

    น้องจิด้ากับนางฟ้าน้อย

    1
    เบื้องหน้าของผมเป็นสมุด หน้าปกสีส้มเล่มหนึ่ง ผมจำได้ว่าเป็นสมุดที่แถมมากับหนังสืออะเดย์เล่มไหนสักเล่ม เพราะผมก็มีอยู่ในครอบครองเหมือนกันเล่มหนึ่ง
    แต่สมุดขนาดพอดีมือเล่มนี้ ถูกเจ้าของแปลงร่างให้กลายเป็นสมุดที่ใช้บันทึกความทรงจำและความรู้สึกดีๆที่มีให้กันก่อนจากลา
    ตอนนี้มันมันทำหน้าที่เป็นสมุดเฟรนชิพ

    ผมจำได้ว่าเขียนเฟรนชิพ ครั้งสุดท้ายตอนก่อนจบมัธยมปลาย ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้มาเขียนเฟรนชิพอีก
    ในมือยังถือปากกา แต่ตาจ้องมองที่หน้ากระดาษเนิ่นนาน พลางนึกถึงความทรงจำเก่าๆเกี่ยวกับเจ้าของสมุดเล่มนี้


    2
    ผมกำลังซ้อนท้ายอยู่บนอานรถมอเตอร์ไซต์ไอ้เบสท์ ซึ่งกำลังวิ่งอยู่บนทางหลวงสายใดก็มิอาจทราบได้เพราะไม่ชำนาญทาง จุดหมายของเราอยู่ที่ตลาดนัดสนามหลวงสอง
    เบสท์บอกกับผมว่าจะมาหาซื้อต้นไม้ประจำตระกูล "ต้นมหาพรหม" ส่วนผมว่าจะมาหาซื้อบัวดินสักกระถาง
    ถึงจะเลี้ยวผิดทางบ้าง แต่สุดท้ายเราก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

    เราหาที่จอดรถ ล๊อครถเรียบร้อยก็เดินเข้าสู่ตลาด ตลาดสนามหลวงสองดูใหญ่และคึกคักกว่าที่ผมคาดไว้เยอะ มีร้านขายของทั่วไป ร้านขายต้นไม้ สัตว์เลี้ยง เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆอีกมากมาย คะเนด้วยสายตาผมว่าวันหนึ่งผมคงเดินไม่ทั่ว
    เบสท์บอกว่าติดต่อไกดิ์สาวเจ้าถิ่นที่นี่ไว้เรียบร้อยแล้ว
    ไกดิ์ของเราในวันนี้คือนางฟ้าน้อย


    3
    นางฟ้าน้อย ที่จริงแล้วน้องเค้าชื่อเตย แต่ในช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยผมได้ประสบพบเจอ ได้รู้จักกับผู้หญิงชื่อหอมๆแบบนี้มาแล้วอย่างน้อยก็สามคน  คนแรกมาเป็นหนาม คนที่สองมาทั้งต้นทั้งใบ และคนสุดท้ายก็จองชื่อเรียกน้องเตยไปแล้ว
    ผมเห็นน้องเค้าตั้งชื่อใน MSN ว่านางฟ้าตัวน้อยๆ ก็เลยถือวิสาสะเรียกเธอว่านางฟ้ามาโดยตลอด

    เราพบกันครั้งแรกที่ห้องแชทเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งที่ใช้ส่งการบ้านวิชาถ่ายภาพสารคดีเชิงศิลปะ ก่อนหน้าที่ผมจะมาเดินตลาดไม่กี่อาทิตย์ ผมเคยเจอตัวเธอเป็นๆมาครั้งหนึ่งแล้วตอนเลิกเรียน แต่ส่วนใหญ่เราจะคุยผ่านทางโปรแกรมสนทนาออนไลน์เสียมากกว่า ก็ไม่แน่ใจว่าเบสท์ไปหลอกน้องอย่างไร น้องถึงตกลงปลงใจมาเป็นไกดิ์ให้มัน สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะน้องขายของอยู่ที่นี้ก็เป็นได้
    จุดเด่นอย่างหนึ่งของนางฟ้าน้อยคือผมยาวมาก และอย่างที่สองคือดวงตายิ้มได้ของเธอ
    นอกจากเจอนางฟ้าน้อย นางฟ้าน้อยยังแนะนำให้ผมได้รู้จักกับน้องจิด้า


    4
    จิด้าเป็นเพื่อนกับนางฟ้าน้อย เรารู้จักกันครั้งแรกในห้องแชทเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งที่ใช้ส่งการบ้านวิชาถ่ายภาพสารคดีเชิงศิลปะ ก่อนหน้าที่ผมจะมาเดินตลาดไม่กี่อาทิตย์ ผมเคยเจอตัวเธอเป็นๆมาครั้งหนึ่งแล้วตอนเลิกเรียน ก็เธออยู่กับนางฟ้าน้อยนั่นล่ะ (ลืมบอกว่าทั้งสองคนเป็นสาวอักษร) แต่ส่วนใหญ่เราจะคุยผ่านทางโปรแกรมสนทนาออนไลน์เสียมากกว่า
    น้องจิด้าเป็นเจ้าของสมุดเฟรนชิพสีส้มเล่มนั้น


    2
    ถึงเบสท์จะบอกว่านัดน้องไว้ แต่ก็ไม่ได้ยืนยันกับน้องว่าจะมากันจริงหรือเปล่า แถมไม่ได้ขอเบอร์ติดต่อไว้อีกต่างหาก เขาเรียกว่านัดแล้วเหรอ (วะ) ผมแอบบ่นในใจเล็กน้อย
    ในที่สุดเราสองคนก็ตัดสินใจเดินไปเรื่อยๆ ไปหาน้องเอาดาบหน้า
    เราเดินลัดเลาะเข้าซอยนู้น ออกซอยนี้ ไม่น่าเกินสิบห้านาที สายตาของผมก็ไปสะดุดกับผมยาวๆของแม่ค้าร้านหนึ่ง
    ไม่ทราบว่าอะไรดลใจสุดท้ายเราก็พบแม่ค้าตาหวานที่ร้านของเธอ

    ดูน้องตกใจอยู่ไม่น้อยที่เราสองคนมาจนถึงร้าน เธอยิ้มตาหยีเหมือนเคยก่อนถามว่ามาได้ยังไง
    แปลกใจใช่ไหมล่ะ พี่ยังแปลกใจเลยหนู

    นางฟ้าน้อยบอกว่าไปเดินดูอะไรก่อนก็ได้ รอคุณแม่มาเฝ้าร้านถึงจะเป็นไกดิ์ให้เราได้
    เรายืนดูเธอส่งเสียงใสขายของอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะไปเดินดูที่ร้านอื่น กลับมาอีกที สวัสดีคุณแม่ และเริ่มออกตามล่าต้นมหาพรหม


    4
    น้องจิด้าเป็นคนน่ารัก มีอยู่วันหนึ่งจะมีการสังสรรค์พบปะคนเรียนวิชาถ่ายภาพ เธอก็อาสาเป็นคนตามเพื่อนๆและจัดสรรเวลา จึงได้ตำแหน่งคุณเลขาไปในที่สุด
    หมดเทอม ถึงเราจะผ่านวิชาถ่ายภาพกันแล้ว (ความจริงน้องจิด้าก็เรียนมาก่อนแล้วคราวนี้มานั่งเรียนเป็นเพื่อนนางฟ้าน้อยเฉยๆ) เทอมต่อมาผมก็ยังพบกับน้องจิด้าอยู่บ่อยๆ เพราะมีเรียนอีกสองวิชาที่เหมือนกัน
    ระยะหลังๆรู้สึกว่าได้คุยกับน้องจิด้าและเจอตัวบ่อยกว่านางฟ้าน้อยเสียอีก เราแลกเพลงกันฟังบ่อยครั้ง เวลาที่เธอไปเจอเพลงไหนที่เพราะๆมักนะแนะนำให้ผมฟังเสมอๆ หลังจากที่ฟังเพลงของคนอื่นมานานในที่สุดเธอก็เป็นอีกคนที่ถูกผมยัดเยียดแกมบังคับให้ฟังเพลงที่ผมแต่ง (ฮ่าๆ)
    เราคุยกันในหลายๆเรื่อง เรื่องทั่วไป ดารา หนัง เพลง อื่นๆอีกมากมาย ไม่วายไปถึงเรื่องความรัก

    การที่ได้คุยกับน้องจิด้าทำให้ผมได้เห็นในอีกมุมหนึ่งของความรัก
    ผมว่าคนที่จะเล่าเรื่องความรักให้ฟังได้ต้องสนิทกันในระดับหนึ่ง
    ต่อมาผมและสหายร่วมขบวนการพยายามแซว และยุเธอให้เจอกับรักครั้งใหม่ แต่ดูท่าความพยายามของผมจะไม่เป็นผล (อิอิ)


    2
    นางฟ้าน้อยพาเราเข้าซอยนู้น ออกซอยนี้ อย่างคล่องแคล่วสมแล้วกับที่เป็นเจ้าถิ่นชำนาญทาง แล้วเราก็มายืนอยู่ในแถบที่มีเฉพาะร้านขายต้นไม้
    ถึงอากาศจะร้อนแค่ไหนนางฟ้าน้อยก็ไม่บ่น รอยยิ้มยังไม่จางจากหน้า ตายังยิ้มได้ อยู่ตลอดเวลา
    ใกล้เที่ยงเราพักกินข้าวที่ศูนย์อาหาร เติมพลังเรียบร้อยก็ออกตามหาต้นไม้ต่อ ไม่นานนักเราก็เจอต้นไม้ประจำตระกูลที่เบสท์ต้องการแต่ขอเทียบราคาร้านอื่นก่อน เดินไปไม่นานผมก็เจอกับบัวดินสีเหลืองกระถางหนึ่ง (น่าแปลกที่ที่นี่ผมเห็นบัวดินที่ร้านนี้ร้านเดียว ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นต้นไม้ที่หายากอะไร) ด้วยเสียงใสๆและใบหน้าเปื้อนยิ้มของนางฟ้าน้อย ผมก็ได้บัวดินมาหนึ่งกระถางในราคาพิเศษ
    ท้ายสุดเราก็กลับมาแบกต้นมหาพรมที่ร้านเดิม แน่นอน ไกด์สาวเสียงใสของเรายังต่อได้อีกเหมือนเดิม

    เราเดินไปส่งเธอที่ร้าน สวัสดีคุณแม่แล้วขอตัวกลับ
    จบทริป เบสท์ได้ต้นมหาพรหมสมใจ ผมได้บัวดินสีเหลืองหนึ่งกระถาง และน้องสาวน่ารักๆอีกหนึ่งคน
    ไม่เกินไปเลยจริงๆใช่ไหมที่จะเรียกเธอว่านางฟ้าน้อย เพราะอย่างน้อยเธอก็เป็นนางฟ้า ณ ตลาดแห่งนี้

    1
    นั่นคือความทรงจำและความประทับใจเกี่ยวกับเจ้าของเฟรนชิพและเพื่อนของเธอ

    สุดท้ายผมก็ไม่รู้จะเริ่มเขียนอย่างไรดี
    ผมปิดสมุดเฟรนชิพ วางปากกา จับกีตาร์ขึ้นแต่งเพลง

    เขียนเป็นเพลงแล้วกันเนอะ

    March 05

    ความจำสั้น...แต่รักฉันยาว

    เมื่อเช้าอยู่บ้านเบื่อๆเลยหนีไปดูหนังมา ความจำสั้น แต่รักฉันยาว เข้าวันนี้วันแรก แล้วก็ไปดูรอบแรกเลย เห่อสุดๆ ฮ่าๆ ตอนแรกกะว่าวันธรรมดา แถมยังเช้าอยู่คนไม่น่าเยอะสักเท่าไร ปรากฏว่าคนเพียบ แสดงว่ามีคนเห่อเหมือนเรานะเนี่ย


    เอาสั้นๆแล้วกัน หนังน่ารักมากเลย ชอบๆ  เป้ ตัดผมสั้นแล้วดูดีกว่าตอนผมยาวเยอะเลยนะเนี่ย  ญารินดาก็โอเคนะการแสดงดูเป็นธรรมชาติดี ไม่แน่ใจว่าเป็นการแสดงครั้งแรกของเธอหรือเปล่า ผมติดภาพเธอจากตอนสมัยออกเทปที่ทำผมสีแดงๆมากกว่า แหะแหะ
    ส่วนคู่ของคุณลุง คุณป้านี่เป็นส่วนสำคัญของเรื่องที่ทำให้หนังน่ารักเลยนะเนี่ย คุณป้านี่รู้สึกว่าจะเป็นคนพากย์เสียงการ์ตูนนะ รู้สึกคุ้นหูมากๆ เสียงนางเอกในการ์ตูนหลายตัว และที่เด่นที่สุดก็คือเป็นคนพากย์เสียงโนบิตะนั่นเอง น้องหมามีคิ้วในเรื่องก็น่ารักดี+ฮาด้วย (มันฮาตรงมีคิ้วนี่ล่ะ)
    สรุป Feel Good ตามแบบ GTH ล่ะ น่าจะไปดูกัน

    ข้างล่างนี้สปอยล์นะ มีเปิดเผยเนื้อเรื่องนิดหน่อย ใครอยากอ่านลากแถบดำเอาเน้อ


    หนังมีมุกให้ฮาเกือบตลอดทั้งเรื่อง (มุกหมาพันปลั๊กนี่ฮามาก) และพฤติกรรมที่ดูจะผิดยุคของทั้งคุณลุง คุณป้าก็ทำให้แอบอมยิ้มๆได้

    ตามสไตล์ GTH มีแขกรับเชิญในค่ายมาแจมด้วยอาทิ น้องแพตตี้ อังศุมาลิน , นุ้ย จำชื่อจริงไม่ได้แฮะ ที่เล่นเป็นพยาบาลเรื่องเพื่อนสนิทอ่ะ มีแจ๊ค แฟนฉัน แล้วก็น้องผู้ชายที่เล่นเรื่องเด็กหอ
    ตอนแขกรับเชิญออกมานี่เรียกเสียงฮาได้พอสมควร โดยเฉพาะนุ้ยตอนมารับหมานี่ สุดยอดมากกก

    มีตอนหนึ่งที่ไม่เข้าใจ ที่โอม แฟนเก่าญารินดา อยากเอาการ์ตูนคืนนี่ต้องการสื่อถึงอะไร และที่สำคัญในดราก้อนบอลเล่ม 18 นี่มันมีอะไร(วะ) ถึงได้สำคัญหนักหนา



    อาทิตย์หน้าตั้งใจจะไปดู อนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง ล่ะ เหตุผลข้อเดียวที่จะไปดูหนังเรื่องนี้ก็คือ ตกหลุมรักสาวแก้มป่อง น้องจีน ตั้งแต่หนังเรื่องที่แล้วของเธอน่ะสิ ฮ่าๆ

    พรุ่งนี้ก็สอบวันสุดท้ายแล้ว หลังจากนี้อาจจะได้เข้ามาขีดๆเขียนๆกดๆพิมพ์ๆ ในพื้นที่แห่งนี้บ่อยขึ้น (ถ้าไอ้กานต์ไม่ขี้เกียจเสียก่อนนะ ฮ่าๆ) เอาเป็นว่าจะพยายามแล้วกัน
    แล้วเจอกันเนอะ วันนี้เขียนสั้นๆ แต่รักฉันยาวนะ กิ๊วๆ

    ภาพแอบจิ๊กมาจากกระปุกดอทคอม