PANU's profileยินดีต้อนรับสู่สเปซบ้านน...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 20 ผมใกล้ไม่มีผม อย่างที่เกริ่นไปครั้งที่แล้วว่าผมจะบวช วันนี้มาเล่าเรื่องราวก่อนบวชดีกว่า (ไว้หลังสึกออกมาอาจะมีเรื่องมาเขียนอีก อิอิ) จะเริ่มเล่ายังไงดีล่ะ มีหลายเรื่องไปหมดเลย เอาเป็นว่าเล่าคร่าวๆแล้วกันนะครับ จุดเริ่มต้นของการบวชครั้งนี้ก็เหมือนที่เล่าครั้งที่แล้ว ตอนเด็กๆไอ้กานต์ขี้โรคมาก ย่าก็เลยบนกับหลวงพ่อวัดไร่ขิงไว้ว่าขอให้เด็กคนนี้แข็งแรง พออายุครบบวชแล้วจะบวชให้ จนเวลาล่วงเลยมาถึงเมษานี้ก็ได้ฤกษ์บวชเสียที ก็ไปที่วัดกับแม่เอาใบขานนาคมาท่อง ก่อนจะบวชปกติแล้วต้องไปอยู่ที่วัดเพื่อเก็บตัว ปรับตัว สำรวมกิริยา และฝึกท่องบทบรรพชา(คำขานนาค)ให้ได้ แต่หลวงพี่มี่บอกว่าไม่ต้องมาอยู่วัดก็ได้แต่เอากลับไปท่องมาให้ได้แล้วพอใกล้ๆงานสักหนึ่งอาทิตย์ให้มาลองท่องให้ฟัง (ขอแนะนำหลวงพี่มี่ หลวงพี่มี่มีหน้าที่สอนบทบรรพชาและพิธีการต่างๆในโบสถ์ให้นาคครับ ชอบพูดเสียงดังครับ แต่ใจดี (หรือเปล่า)) ไอ้กานต์ก็เอากลับมาท่องชิลๆไป จนถึง 3-4 วันก่อนจะครบกำหนดไปหาพระนั่นล่ะ ถึงจะตั้งใจท่องจริงๆ แหะแหะ นิสัยเสียจริงๆ ครบกำหนดไปหาหลวงพี่มี่ที่วัด หลวงพี่บอกว่ามีนาคอีกคนมากขอบวชด้วย ให้รออยู่ซ้อมท่องพร้อมกันสองคน จะได้มีความพร้อมเพรียงกัน นาคอีกคนชื่อพี่ต้อมครับ คุยกันไปมาก็เพิ่งรู้ว่าเป็นศิษย์สำนักเดียวกันตอนสมัยมัธยม แต่ไม่ทันกันครับ ผมอ่อนกว่าพี่เขา 4 ปี วันต่อๆมาจนกว่าจะถึงวันบวชก็ต้องไปซ้อมท่องกับซ้อมพิธีการในโบสถ์ทุกวัน จนถึงวันนี้ก็เริ่มเตรียมข้าวของในงานแล้วล่ะครับ เอาแค่นี้คร่าวๆก่อนแล้วกันนะครับ ตอนแรกว่าจะเขียนเยอะกว่านี้ แต่ตัดออกดีกว่า ไว้หลังสึกออกมาจะมาเล่าให้ฟังใหม่ รู้สึกเขียนได้ไม่ค่อยดีเลยแฮะ ขอแก้ตัว รายละเอียดรวบยอดเก็บไว้เขียนทีหลังแล้วกันนะ อาจจะไม่ถึงขนาดเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คเหมือนหนังสือ "ผมไม่มีผม" แต่น่าจะเขียนเรื่องยาวๆได้พอสมควรเลยล่ะ รู้สึกผิดนะเนี่ย แหะแหะ ยังไงก็ขอโทษด้วยแล้วกันนะจ๊ะ สุดท้าย กรรมใดที่ผมได้ล่วงเกิน ทั้งกายกรรม มโนกรรม วจีกรรม ขออโหสิกรรมมา ณ ที่นี้ครับ April 13 ข้อความส่งถึงไอ้กานต์ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า วันนี้วันเกิด แก่ขึ้นอีกแล้วสินะเนี่ย เมื่อเช้าไปทำบุญที่วัดไร่ขิงแล้วก็ไหว้บอกหลวงพ่อวัดไร่ขิงมาด้วยล่ะว่าจะบวช แม่บอกว่าตอนเด็กๆไอ้กานต์ป่วยบ่อยมาก ย่าเลยบนกับฝากกับหลวงพ่อวัดไร่ขิงไว้ว่าให้สุขภาพแข็งแรงพอไอ้กานต์อายุครบเกณฑ์แล้วจะบวชให้ วันนี้ก็เลยถือโอกาสไปลาบวชมาซะด้วยเลย กลับจากวัดไร่ขิงตอนบ่ายก็ไปเจอปุ๋มมาด้วย สุขสันต์วันเกิดไปตามประสาคนเกิดวันเดียวกัน แม้จะคนละปีก็ตาม อิอิ ขอให้ปุ๋มมีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรงตลอดปีและตลอดไปเลยนะ วันนี้ก็เป็นวันเกิดที่เงียบสงบอีกปี ต่างจากเหตุการณ์บ้านเมืองที่ไม่ค่อยจะสงบเอาซะเลย ยังไงก็ขอให้กลับสู่ภาวะปกติโดยไวแล้วกัน เฮ้อออ ขอบคุณคำอวยพรทั้งหลายจากทุกๆคนทั้งที่โทรมาหา ส่งแมสเสจมา คอมเม้นต์ในไฮไฟว์ แล้วที่ทักมาใน MSN ด้วยนะครับ ขอให้คำอวยพรทั้งหลายส่งกลับถึงทุกคนด้วยนะ ถึงไอ้กานต์ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า สวัสดีเป็นไงบ้างนาย หวังว่านายคงจะสบายดี ผ่านไปปีหนึ่งแล้วนายจะเป็นยังไงบ้างนะ อะไรๆก็ล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอล่ะเนอะ เรากลับไปย้อนอ่านสเปซแรกๆ ตั้งแต่ที่เริ่มเขียน วิธีการเขียน หรือความคิดของนายก็เปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน แต่อยากจะฝากนายไว้ มีสองอย่างที่วันนี้เราจะเสียดายมากถ้าเสียมันไป หนึ่งคือจินตนาการ สองคือความฝัน ถึงแม้ว่านายจะโตขึ้นอีกปีแล้วก็ตาม แต่อย่าทิ้งจินตนาการ อย่าละเลยความฝันเด็ดขาด (ยืมคำเพื่อนสาวตัวน้อยมาใช้ อิอิ) จำไว้นะเว้ย April 10 คลั่งหมายเหตุ เค้าโครงจากเรื่องจริง แต่ไม่ทั้งหมดนะ ..... .. . ยามเย็นของวันที่อากาศกำลังสบาย ช่วงเวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้หนึ่งชั่วโมงกับอีกสี่สิบห้านาที ผมกับเพื่อนสาวคนสนิทนั่งอยู่บนสะพานไม้กลางมหาวิทยาลัย สายตาทอดยาวสู่ท้องน้ำเบื้องหน้า เธอเพิ่งกลับจากต่างประเทศ เราคุยกันหลายเรื่อง หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานาน ทั้งเรื่องนั้น เรื่องโน้น เรื่องคนที่โน่น เรื่องคนที่นี่ ท้องฟ้าถูกโปรยด้วยดวงดาว เราเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว "ดาวสวยจัง" เธอพูด ยังเงยหน้าไม่ละสายตาจากฟ้าเบื้องบน "คิดๆดูแล้วก็น่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะ แถมมหัศจรรย์มากๆด้วยที่บนนู้น มีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วนเลย" เธอพูดต่อ พลางยิ้มน้อยๆ "นั่นสิ คิดๆดูแล้วถ้าเทียบกับจักรวาลอันกว้างใหญ่มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กจ้อยนิดเดียวเอง" "แล้วถ้าเทียบกับอะไรที่เล็กกว่ามนุษย์ล่ะ ยิ่งดูน่าตื่นเต้นขึ้นไปอีกนะเนี่ย เขาว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากอะตอมล่ะ กว่าอะตอมจะประกอบกันเป็นโมเลกุล เกิดเป็นเซลล์ เกิดเป็นตัวเรา น่าอัศจรรย์มากๆเลยนะ" ผมว่า เธอยังมองท้องฟ้าอยู่ "แล้วแกเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม แกคิดไหมว่าบนนู้น จะมีคนคอยบงการ ขีดเส้นชีวิตเราอยู่" "ไม่มั้ง ชีวิตเราลิขิตเอง แม้แต่ความรัก ก็เป็นเพราะเกิดจากสารเคมีในสมองแค่นั้นล่ะ พรหมลิขิต กามเทพ อะไรพวกนี้ไม่มีจริงหรอก" ผมตอบ "แกนี่นะ ไม่หวานเอาซะเลย ถึงว่า พวกที่คลั่งวิทยาศาสตร์มากๆนี่ดูไม่ค่อยโรแมนติก" เธอพูดหน้าหน่ายๆ "แกก็เรียนวิทยาศาสตร์เหมือนฉันไม่ใช่เหรอ" "นั่นสินะ แต่ใครจะบ้าเหมือนแกล่ะ" เราทั้งคู่หัวเราะ เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง มีเสียงบุคคลปริศนาดังขึ้นทางด้านหลังจนทำให้ผมต้องหันกลับไปดู "ขอโทษนะคะ" เจ้าของเสียงเป็นผู้หญิง เครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นบนหัวของผม สามสี่คนข้างหลังน่าจะเป็นเพื่อนของเธอ ผมเดา "ชื่ออะตอมนะคะ อยู่อักษรปีสี่" เธอแนะนำตัวเองแล้วพูดต่อ "ชื่ออะไรคะ" เครื่องหมายคำถามที่มีอยู่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ไม่รู้อะไรดลใจผมบอกชื่อผมไปอย่างงงงง (อ่านว่า อย่าง - งง - งง) "ค่ะ ไปก่อนนะคะ นั่งดีๆนะคะ" เธอยิ้มน้อยๆก่อนเดินจากไป ทิ้งเครื่องหมายคำถามและความสงสัยไว้ให้มากมายกว่างองูท้ายบรรทัดที่แล้ว เหมือนโลกหยุดหมุนลงชั่วขณะ เหมือนนาฬิกาตาย เหมือนเวลาหายไปสองนาที ผมเพิ่งเข้าใจสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ก็วันนี้ เขาว่าถ้าเราเดินทางด้วยความเร็วเข้าใกล้แสง เวลาจะช้าลง แต่นี้ผมก็นั่งอยู่เฉยๆ แล้วทำไมเหมือนเวลาหยุด "โห เดี๋ยวนี้มีสาวมาทักด้วยเว้ย"ผมถูกดึงกลับสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้งด้วยเสียงแซวของเพื่อนสาวคนสนิท ผมยิ้มแก้เขินพลางชวนเปลี่ยนเรื่องคุย แต่ในใจยังไม่วายเอ่ยชื่อนั้นซ้ำๆ "อะตอม" ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากอะตอม รวมทั้งความรักด้วยหรือเปล่า คลั่ง (Yes/no) - 7thSCENE คลั่ง 7th SCENE ฉันไม่รู้ฉันควรจะดีใจ หรือจะมองมันในแง่ร้าย ที่คนอย่างเธอเดินเข้ามา พูดคุยสบตากันดีจนใจหาย ไม่รู้ว่าฉันเข้าข้างตัวเอง ที่จริงเธอทำอย่างนี้กับคนทั่วไป หรือฉันนั้นโชคดีก็อดที่จะยิ้มไม่ไหว *รู้บ้างไหมว่าเธอนั้นทำอะไรลงไป รู้ไหมว่าฉันคิดมากขนาดไหน **ได้โปรดเถอะเธออย่าทำให้ฉันคลั่งไคล้ ถ้าฉันเป็นคนธรรมดาที่เธอไม่คิดอะไร ในใจฉันตอนนี้นั้นคิดไกล ไปถึงไหน กลัวตัวเองไม่ห้ามใจ หยุดได้ไหมไม่อยากต้องมาเสียใจ (ถ้าเธอไม่คิดอะไรเลย) ฉันไม่รู้ฉันควรจะทำยังไง ใจหนึ่งอยากจะไปให้พ้น แต่เพียงแค่เธอเดินเข้ามา พูดคุยสบตาก็กลับมาอีกหน *,** ถ้าเธอคิดอะไร มากมายอย่างที่ฉันเป็น ก็ช่วยทำอะไรลงไปให้มันชัดเจน อย่าให้คิดไปเองอยู่อย่างนี้ *,**,** --------------------------------------------------------------- ข้างบนนั่นเรียกว่าเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ได้ไหมนี่ย ฮ่าๆ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว บล็อกนี้จะได้ไม่ค่อยไร้สาระ เอากระทู้วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความรักไปอ่านเล่นๆแล้วกันนะ Neuroscience of LOVE : ผมจะรักคุณจากก้นบึ้งของสมอง จาก ตัวตุ่นตามัว http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X7605913/X7605913.html ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับไอ้กานต์วันงาน SMA จนทำให้เกิดแรงบันดาลใจเรื่องข้างบน เหตุการณ์คล้ายๆเรื่องที่เขียนเลย นั่งอยู่กับนิ่มนิ่มที่สะพานสระแก้วแหละ ก็คุยกันไปเรื่อยๆรองาน SMA เริ่ม แต่ไม่ได้คุยเรื่องวิทยาศาสตร์อะไรขนาดนั้นนะ ฮ่าๆ สักพักก็มีผู้หญิงคนนึงเดินมาทัก บอกว่าชื่อเฟริ์น อยู่อักษร (ปี3 หรือ ปี 4 นี่ล่ะ จำไม่ได้แล้ว) ตอนนั้นคิดไปสารพัดเลยนะ จิตตกมาก คิดไปต่างๆนาๆ เฮ้ยเรานั่งไม่ดีตรงไหนเหรอ ลืมรูดซิปก็ไม่ใช่ เป้ากางเกงก็ไม่แตกนี่กว่า เอ๊ะ หรือว่าพุงยื่น บ้ามากถึงขั้นไปโพสต์ปรึกษาในพันทิปห้องสุขภาพจิตเลยนะ ว่าเขาเข้ามาทักแบบนี้ทำไม ต้องการอะไร แบบว่าคลั่งมาก ก็รู้ว่าตัวเองเป็นพวกไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง แต่ไม่นึกว่าจะเป็นหนักถึงขั้นนั้น คนในพันทิปก็น่ารักมากเลย ให้คำปรึกษาอย่างดี บ้างก็ว่าแกล้ง บ้างก็ว่าจีบ บ้างก็ว่าเห็นเรานั่งกับผู้หญิงเลยเข้ามาสร้างความร้าวฉาน บ้างก็ว่าอย่ายอมง่ายๆ ให้กวนเขากลับไปบ้าง ฮ่าๆ ก็ดี ตลกๆดี ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว ขำขำ ก็นะ ไอ้เรามันก็ไม่ใช่พวกหล่อเลือกได้ซะด้วย มีผู้หญิงหลงเข้ามาทักทั้งที ไม่ให้คิดมากได้ไง ถ้าใครรู้จักฝากไปบอกเขาด้วย หรือถ้าคุณบังเอิญผ่านมาผมอยากจะบอกไว้ว่า ถ้าคิดไม่ดี หรือแค่แกล้งกันเฉยๆ ขอบอกว่าคุณประสบความสำเร็จแล้วครับ ถ้าคิดจะสร้างความร้าวฉาน เสียใจด้วย ผมนั่งกับเพื่อนครับ ไม่ได้นั่งกับแฟน ถ้าคิดดี ได้โปรดกลับมารับผิดชอบหัวใจดวงน้อยๆดวงนี้ด้วยครับ ฮ่าๆ แต่ก็นะไม่แน่บางทีผมอาจจะยิ้มเท่ๆแล้วตอบไปเหมือนพระเอกละครว่า "ผมยังไม่พร้อมที่จะรักใครตอนนี้ครับ" ก็ได้ อิอิ ป.ล. บอกไว้ก่อนเลย ถ้าใครคิดจะแกล้งแบบนี้อีกอย่านะเฟ้ยไม่ชอบนะ แกล้งมาทักแบบนี้อีก เดี๋ยวจีบจริงๆนะเฟ้ย ฮ่าๆ คราวหน้าเดี๋ยวมีฉากหลังเป็นร้านค้าเหมือนเดิมแล้วล่ะ จะเป็นร้านอะไรโปรดติดตามตอนต่อไป อิอิ April 01 April Truth’s Day หนึ่งบอกหนึ่งเป็นสอง
เรื่องและภาพ > ทรงกลด บางยี่ขัน
1. “เรากำลังโกหกโลกกันอยู่” อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์บอกผมอย่างนั้น เมื่อผมเล่าว่าหลังจากทริปไม้-เมือง-ร้อน ผ่านพ้นไป ผู้คนที่ร่วมเดินทางด้วยกันในครั้งนี้จะลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อบอกเล่าความจริงเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนให้โลกรู้ในวัน April Fool’s Day หรือ ‘วันแห่งการโกหก’ เราไม่ได้เล่าความเท็จเรื่องโลกร้อนแค่ในวันที่ 1 เมษายน แต่เรากำลังเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน เรื่องนี้น่าจะสนุกขึ้น ถ้าเราย้ายไปยืนคุยกันข้างนาเกลือ สถานที่แสนธรรมดาที่ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับทางออกของปัญหาโลกร้อน “โลกร้อนเพราะคนใจร้อน” อาจารย์ยงยุทธพูดถึงต้นตอของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างที่ตำราเล่มไหนก็ไม่เคยเขียนถึง “พอคนใจร้อน เราก็มีเทคโนโลยี เครื่องอำนวยความสะดวกเยอะขึ้น เราอำนวยความสะดวกกันจนเกินความพอดีของธรรมชาติ” สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในตำรา ไม่ได้แปลว่า ไม่น่าเก็บไปคิด “โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้เป็นมายาหมดเลย เพราะเราชอบเอาความรู้จากตำรา ไม่เอาความรู้ที่แท้จริงในตัวคน ทำไมความรู้ในตัวคนถึงเป็นความรู้จริง เพราะเวลาเขียนตำรา เขาเขียนจากสิ่งแวดล้อมที่ไหนก็ไม่รู้ วัฒนธรรมแบบไหนก็ไม่รู้ ปัจจัยมันแตกต่างกันหมดเลย แล้วก็ไปบังคับให้ทุกคนใช้เหมือนกัน ฝรั่งเขาเน้นตำรา แต่วิถีไทยของเราเน้นความรู้ในตัวคน เรามีตำราน้อยมาก แต่มีภูมิปัญญาเยอะ” อาจารย์ยงยุทธย้ำอย่างที่เคยพร่ำบอกมาตลอดอีกครั้งว่า “ผมอยากให้ทุกคนมีปัญญา ไม่ใช่ความรู้” ทุกชีวิตบนโลกใบนี้ขาดเกลือไม่ได้ ครั้งหนึ่งเกลือจึงถูกยกย่องว่ามีค่าประหนึ่งทองคำ จนเกิดประโยคที่ว่า White is new gold. จากนั้นไม่นาน ในยุคอุตสาหกรรมที่น้ำมันทำหน้าที่เป็นเลือดของโลก ก็มีคนพูดกันว่า Black is new gold. พอเราเผาน้ำมันกันจนเริ่มคิดได้ เราก็เปลี่ยนใจมาบอกว่า Green is new gold. สิ่งแวดล้อมต่างหากที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใด การทำงานของนาเกลือนั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน พอน้ำขึ้น น้ำทะเลก็ไหลเข้ามาสู่แปลงที่เตรียมไว้ด้วยแรงวิดของกังหันลม แล้วแดดก็ช่วยแยกตะกอน ทำให้น้ำทะเลตกผลึกกลายเป็นเกลือ มองเผินๆ การทำเกลือนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่เมื่อมองดีๆ จะพบว่ามันเป็นการผลิตที่แสนจะสะอาด ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่บรรยากาศแม้เพียงนิด พลังงานที่ใช้ในนาเกลือนั้นมาจากดวงอาทิตย์ เริ่มจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แล้วความร้อนจากดวงอาทิตย์ก็ทำให้น้ำทะเลระเหยหายเหลือไว้แต่เกลือ แล้วก็ตั้งกังหันใช้พลังงานลมช่วยวิดน้ำเข้านาเกลือ การทำเกลือจึงเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมาตั้งแต่อดีตกาลนานโพ้น “พลังงานหลักจริงๆ ของโลกคือดวงอาทิตย์ ส่วนพลังงานน้ำมันกับไฟฟ้าคือพลังงานทดแทน แต่เรากลับไปบอกว่า พลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นพลังงานทดแทน แล้วพลังงานหลักคือน้ำมันกับไฟฟ้า มันตลกไหม” อาจารย์ยงยุทธหันมาถามพวกเรา “โลกไม่เคยโกหกเราหรอก มีแต่เราที่โกหกโลก”
2. เมื่อตอนที่โลกถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ๆ อากาศในตอนนั้นมีส่วนผสมของคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ 98 เปอร์เซ็นต์ และไม่มีออกซิเจนเลย แต่ตอนนี้ คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเหลือเพียง 0.03 เปอร์เซ็นต์ ส่วนออกซิเจนเพิ่มเป็น 21 เปอร์เซ็นต์ คำถามคือ คาร์บอนไดออกไซด์มันหายไปไหน? เมื่อโลกเย็นตัวลง จนเกิดน้ำ ทุกอย่างในโลกก็เปลี่ยนไป น้ำทำให้แร่ธาตุและสารประกอบต่างๆ ไหลมารวมกันจนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวแล้วพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อเกิดต้นไม้ต้นแรกในโลก มันก็หายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป แล้วเอาพลังงานแสงที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ไประเบิดโมเลกุลของน้ำในลำต้น ปล่อยเป็นออกซิเจนออกมา ส่วนไฮโดรเจนก็เอาไปใช้เกี่ยวคาร์บอนเพื่อเก็บพลังงานไว้ในรูปของน้ำตาล การปล่อยออกซิเจนออกมาก็ช่วยให้สามารถสันดาปน้ำตาลให้คืนพลังงานคาร์บอนกลับมาได้ และเมื่อพืชรับพลังงานความร้อนและพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มาเก็บไว้ มันก็สามารถคืนรูปให้กลายเป็นพลังงานความร้อนและแสงเมื่อเราเผามัน การทำงานของพืชจึงเป็นเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา เมื่อพืชดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้ามาแล้วปล่อยออกซิเจนกลับไปนานๆ เข้าก็ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลดปริมาณลง และออกซิเจนเพิ่มปริมาณมากขึ้น คาร์บอนที่หายไปจากบรรยากาศนั้นถูกเก็บไว้ในพืช เมื่อสัตว์มากินพืช คาร์บอนก็ถูกถ่ายโอนไปอยู่ในร่างกายสัตว์ และเมื่อทั้งพืชและสัตว์ล้มตายลง ทับถมกันอยู่ใต้โลกเป็นเวลานาน คาร์บอนเหล่านั้นก็เปลี่ยนรูปเป็นถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เมื่อวันหนึ่งที่มนุษย์รู้จักการขุดเชื้อเพลิงฟอสซิลจากใต้โลกเหล่านี้ขึ้นมาใช้ ก็เท่ากับว่า เราได้เอาคาร์บอนที่ต้นไม้ดูดจากบรรยากาศมาปล่อยคืนสู่บรรยากาศนั่นเอง คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก และเป็นตัวการสำคัญที่สุดที่กักเก็บความร้อนภายในโลกเอาไว้ไม่ให้ระบายออก โลกเราจึงเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ
3. “ร้อนไหม” อาจารย์ยงยุทธถามพวกเราในระหว่างที่นั่งพักในศาลาบนเขายี่สารตอนบ่ายต้นๆ “ไม่ร้อน” ใครบางคนตอบ “ทำไมถึงไม่ร้อน” อาจารย์ยงยุทธหันมาถาม ก่อนจะเฉลยว่า “ดวงอาทิตย์ทำให้เราไม่ร้อน พลังงานส่วนหนึ่งของดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมาเมื่อกระทบพื้น มันก็เปลี่ยนเป็นความร้อน ดินกับน้ำมันมีความจุความร้อนไม่เท่ากัน ดินมันจะร้อนก่อน อากาศเหนือดินที่ร้อนเลยยกตัวขึ้น ส่วนอากาศเหนือน้ำที่เย็นกว่าก็ไหลเข้ามาแทนที่ เราเรียกว่าอากาศที่ไหลนี้ว่า กระแสลม (wind) ส่วนอากาศร้อนที่ยกตัวขึ้นเราเรียกว่า กระแสอากาศ (current) ที่ไหนก็ตามที่ร้อนจัด ความเร็วของ current จะแรง กระแสลมที่มาตามพื้นก็จะแรงตาม เพราะฉะนั้นเมื่ออุณหภูมิของอากาศสูงขึ้น เลยทำให้เกิดวาตภัยบ่อย และรุนแรงขึ้น” เมื่อโลกร้อนขึ้นก็เผาน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ให้ระเหยมากขึ้น ทำให้ฝนตกมากขึ้น แต่ในพื้นที่หลังเขาที่ฝนตกน้อยก็จะแล้งขึ้น “สิ่งที่สำคัญของภาวะโลกร้อนคือ การเปลี่ยนแปลงของกระแสอากาศ พอกระแสอากาศเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตในโลกทั้งหมดก็เปลี่ยน เพราะถ้าอากาศและฤดูกาลมันสม่ำเสมอ ผลหมากรากไม้ก็ออกดอกออกผลตามฤดูกาล สร้างอาหารตามฤดูกาล แต่พอมันไม่เป็นไปตามฤดูกาล ผลผลิตทางอาหารก็ปั่นป่วนทั้งโลก ผลผลิตข้าวในเมืองไทยก็ลดลง เมื่อขาดอาหาร มนุษย์ก็ต้องลุกขึ้นมาแย่งชิงกัน ฆ่าฟันกันมากขึ้น”
4. “เราชอบความสะดวกสบาย พลังงานไฟฟ้ามันสบายตรงไหน ตรงที่มันอยู่ในอำนาจของมนุษย์ อยากให้มีก็กด มันก็มี อยากให้หยุด มันก็หยุด เราชอบทำตัวอหังการ์ ชอบควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปอย่างที่ฉันต้องการ แสงอาทิตย์คือพลังงานหลัก ส่วนไฟฟ้าคือพลังงานที่เลวที่สุดในโลก” อาจารย์ยงยุทธเว้นจังหวะให้หยุดคิด “กว่าจะมาเป็นไฟฟ้า ดวงอาทิตย์ต้องส่งพลังงานมาที่โลก แล้วก็ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อน เหลือแค่ 0.2 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานชีวภาพเก็บไว้ในพืช เราต้องรอให้ 0.2 เปอร์เซ็นต์นี้จมดินกลายเป็นถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติก่อนแล้วค่อยขุดมาใช้ พลังงาน lost ไปแล้วเท่าไหร่ “พอขุดพลังงานพวกนี้ขึ้นมาใช้ ก็เอามาเผาให้กลายเป็นความร้อนอีกครั้ง แต่ไอ้ความร้อนที่เรามีดันไม่ใช้ เพราะเราอยากได้ความร้อนที่ควบคุมได้ พลังงานความร้อนที่เผาได้ จะเอาไปใช้เลยก็ไม่ได้ เอาไปต้มน้ำกว่าจะเดือด กว่าจะกลายเป็นไอน้ำวิ่งไปตามท่อ lost ไปตลอดทาง เมื่อถึงปลายทางปะทะกับใบพัดก็ lost ออกไปเรื่อยๆ กว่าใบพัดจะหมุนปั่นออกมาเป็นกระแสไฟฟ้า แล้วก็ต้องยกให้เป็นกระแสไฟแรงสูง จะได้มีแรงดันส่งไปตามสายได้ ซึ่งก็ lost ไปตลอดทางอีกมหาศาล จากไฟฟ้าแรงดันสูงพอมาถึงในเมือง ก็ต้องผ่านสถานีไฟฟ้าย่อยเพื่อลดให้กลายเป็นไฟฟ้าแรงดันต่ำ ส่งมาถึงหน้าบ้านก็ยังใช้ไม่ได้ ต้องผ่านหม้อแปลงเปลี่ยนให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ วิ่งตามสายเข้ามาในบ้าน ผ่านสวิตช์ไฟไปติดหลอดไฟ เกิดเป็นพลังงานความร้อนเพื่อเผาหลอดให้เรืองแสงขึ้นมา เราถึงได้พลังงานแสง เห็นไหมว่ามัน lost ไปเท่าไหร่ ในการกดสวิตช์ไฟหนึ่งแก๊ก เพื่อให้ได้แสงสว่าง” อาจารย์ยงยุทธชี้มือให้ดูนอกศาลา นั่นคือแสงสว่างที่เราได้มาฟรีๆ จากดวงอาทิตย์ พร้อมใช้งานได้ทันที “ในวิถีไทยของเรา เราใช้พลังงานน้ำ พลังงานกล เสื้อผ้าเราก็ตากลมตากแดด เราไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าเลย เรามีแหล่งพลังงานเยอะมาก แต่เราบอกว่ามันไม่ทันสมัย เฮาต้องพัฒนา วิธีการของเฮาก็ทำอย่างเนี้ย วิธีการสู้กับโลกร้อนที่ดีที่สุดคือ ปรับตัวเองให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ใช้ทุกอย่างที่ธรรมชาติให้มาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”
5. “ถ้าโลกนี้ไม่มีคนจะเป็นยังไง” อาจารย์ยงยุทธโยนอีกคำถามให้พวกเรา “ป่าจะเต็มโลกเลย” อาจารย์เฉลย “เมื่อป่าเต็มโลก สัตว์ป่าก็เต็มโลก โลกจะมีความมั่นคงมากขึ้น เพราะต้นไม้คือพลังงานแปรรูป แหล่งอาหาร แล้วต้นไม้ก็มีความหลากหลาย สัตว์ที่มากินก็มีความหลากหลาย ระบบนิเวศก็จะมีเยอะขึ้นเป็นล้านระบบ เมื่อล่มไประบบนึง ระบบอื่นก็ยังหมุนได้ตามปกติ โลกจึงมั่นคงมาก “แต่พอมนุษย์เกิดมา มนุษย์คิดว่าเขาเป็นเจ้าของโลก ไปอยู่ที่ไหนก็ห้ามชีวิตอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว เอาปูน เอายางมะตอยเททับ ไม่ให้ชีวิตอื่นอยู่นอกจากตัวเอง เราใช้ที่นอนแค่เตียงเดียว ถ้าต้นไม้จะขึ้น ใบไม้จะร่วงก็ควรปล่อยเขา จุลชีพหรืออะไรก็อยู่ของเขาไป เพราะมันเป็นของโลก ไม่ใช่ของเรา เราก็อยู่เท่าที่จำเป็นต้องอยู่ ไม่ใช่ไปจำกัดสิทธิ์ของคนอื่นเขาหมด แล้วก็ไปรุกรานธรรมชาติ”
6. “เราจะสู้โลกร้อนด้วยธรรมะได้ยังไงครับ” ใครบางคนถามขึ้นมาต่อหน้าพระพุทธบาทจำลอง “การสู้โลกร้อนด้วยธรรมะก็คือ การทำบุญด้วยการไม่ทำ” อาจารย์ยงยุทธตอบ “ที่เราทำบุญน่ะ เราทำด้วยสิ่งที่เหลือจากตัวเรา ถ้าเราไม่เทคจนเหลือ คนอีกหลายคนก็จะไม่เดือดร้อน” การไม่ทำบุญ อาจจะได้บุญมากกว่าการที่เรามุ่งแสวงหาผลประโยชน์จนคนอื่นเดือดร้อน แล้วเอาเพียงส่วนเล็กๆ ของผลประโยชน์ที่ได้นั้นมาทำบุญ อาจารย์ยงยุทธท่านมองแบบนั้น
7. “พัฒนา แปลว่าอะไร แปลว่าทันสมัยหรือเปล่า” อาจารย์ยงยุทธชวนทุกคนคิด “ไม่ใช่ พัฒนาแปลว่า พึ่งตนเอง มันคือ self-survive ไม่ใช่ modernize เพราะ modernize คือการทำให้เหมือนคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา เราต้องเปลี่ยนการใช้ชีวิต นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เมืองไทยร้อน เมืองไทยควรจะเย็นสบาย เต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลอง เราก็ถมหมด แล้วหันมาใช้เทคโนโลยี รถยนต์ อะไรต่ออะไร “การพึ่งตัวเอง เราต้องทบทวนว่าชีวิตเราในวันนี้ อะไรบ้างที่เราพึ่งตัวเองไม่ได้ ที่บ้านมีตุ่มน้ำไหม ไม่มี มีแต่น้ำจากฝักบัว ถ้าน้ำประปาหยุดไหลล่ะ เราจะทำยังไง ที่บ้านมีแสงสว่างให้ใช้โดยที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าไหม ถ้าไฟฟ้าดับทำยังไง ครัวเรามีเตาถ่านไหม ถ้าแก๊สหมดทำยังไง “เรามีขาไว้เดิน เราใช้มันบ้างไหม พอไม่ใช้มันก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ แล้วเราก็จะพึ่งตัวเองไม่ได้” อาจารย์ยงยุทธบอกว่า ประเทศไทยของเราเป็นชาติเดียวในโลกที่มีพัฒนาการสูงที่สุด เพราะในระดับครัวเรือนเราสามารถพึ่งตัวเองได้ทุกอย่าง ไม่อะไรต้องซื้อหา พาหนะ เรือนแพ ก็ทำเอง เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ก็คิดเองได้ ทุกคนล้วนมีความรู้ทางการแพทย์ “แต่เพราะเราอยากสร้างความทันสมัย เราเลยทำลายศักยภาพตัวเองหมด แล้วก็หันไปพึ่งทุกอย่าง” แล้วทางรอดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คืออะไร? “เราต้องอยู่ให้ได้เหมือนแมลงสาบ มันอยู่มาก่อนไดโนเสาร์ แต่มันก็ยังอยู่มาได้ถึงวันนี้ เพราะมันทำตัวเองให้ไม่มีข้อจำกัด ยืดหยุ่นตลอด ในน้ำก็อยู่ได้ บนดินก็อยู่ได้ บนต้นไม้ก็อยู่ได้ อะไรก็กินได้หมด มันไม่เดือดร้อนว่าโลกจะเป็นยังไง เพราะมันพึ่งตัวเองมาตลอด ถ้าเราพยายามปรับชีวิตของเราให้ยืนหยัดด้วยขาของเรา ความคิดของเรา ด้วยมือของเรา ไม่ว่าโลกจะเป็นยังไง เราจะไม่เดือดร้อน เพราะเราจะปรับตัวตามโลกได้ทัน” ---------------------------------------------------------------------------------- สืบเนื่องจากที่เขียนไว้เมื่อคราวก่อนนู้นครับ http://panugan.spaces.live.com/blog/cns!7EEE9E55251372E9!2008.entry วันนี้เอามาแปะให้ลองอ่านกัน มีหลายเรื่องที่น่าสนใจนะตามไปอ่านได้ที่นี่เน้อ http://www.lonelytrees.net/?p=952 |
|
|