PANU's profileยินดีต้อนรับสู่สเปซบ้านน...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 26

    หนุ่ม | สิบหก | ตา กับ รัก | สาม | เศร้า (สปอยล์นะจ๊ะ)

    ช่วงนี้ไม่ได้อัพสเปซเลย เอาซะหน่อย
    สปอยล์นะ ใครยังไม่ได้ไปดูหรือกลัวสปอยล์ก็ระวังนะครับ








    เล่าให้ฟังสั้นๆแล้วกัน ง่วงแล้ว
    เพิ่งไปดูมาเมื่อกี้สดๆร้อนๆกับ รัก | สาม | เศร้า ไปกับทริปดูหนังประจำชมรมของเดือนนี้ (สมาชิกเริ่มร่อยหรอลงเรื่อยๆตั้งแต่สี่แพร่ง) เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้เมื่อตอนต้นปี วันนี้ได้ไปดูสมใจ

    หนังว่าด้วยเรื่องราวความรักของเพื่อนสามคนคือ พายุ น้ำ และฟ้า ซึ่งเป็นบัณฑิตจบใหม่จากคณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร เรื่องย่อคงหาอ่านได้ตามเว็บต่างๆ (ขี้เกียจเขียน อิอิ )

    เปิดมาฉากแรกหนังก็สปอยล์ตัวเอง เป็นฉากพระเอกอยู่ในงานศพฟ้าซะงั้น ไม่เหลือให้ลุ้นต่อเลยว่าจะจบแบบฟ้าไม่ตาย (โดยส่วนตัวผมก่อนไปดูตั้งใจไม่อ่านสปอยล์หรือบทวิจารณ์อะไรก่อนเลย อ่านแต่เรื่องย่อคร่าวๆแล้วก็ดูตัวอย่างหนังแค่นั้น) หนังตัดกลับไปที่ฉากต่อมา ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการพรีเซนต์ซีเนียร์โปรเจคต์หรือเปล่า  ผมชอบฉากนี้นะ แฝงๆสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามคนเอาไว้ (ฟ้าเสนอเกี่ยวกับน้ำ น้ำเสนอเกี่ยวกับพายุ พายุเสนอเกี่ยวกับฟ้า) เป็นฉากเริ่มเรื่องได้ดี หนังเริ่มเศร้าตั้งแต่แรกๆด้วยอาการป่วยของฟ้า แต่ก็มีมุขฮาๆ(รวมทั้งคำหยาบคำด่า)แทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง  บรรดาเพื่อนๆคนอื่นๆในกลุ่มก็ช่วยสร้างสีสันได้เป็นอย่างดี  หนังดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เผยความรักที่มากกว่าความรักแบบเพื่อนของแต่ละคนออกมาเรื่อยๆ จนถึงจุดหักเหและจุดจบ

    เรื่องนักแสดงที่เห็นได้ชัดคงเป็นพีค ผมว่าเธอเล่นได้ดีขึ้นจากบทบ้านเล็กในเรื่องก่อน แต่ก็ยังไม่ทิ้งแววเซ็กซี่  ก้อยเล่นได้ดีอยู่แล้วเพราะน่ารัก (อ๊ะ ไม่เกี่ยว) ส่วนเป้ ผมยังรู้สึกว่ายังออกแนวๆเรื่องเดิมอยู่ (บอดี้ฯ ศพ)

    สรุปโดยรวมผมว่าโอเคนะ เป็นหนังดีๆอีกเรื่องหนึ่ง ที่น่าดู ไม่ได้เศร้าอะไรมากมาย (อาจจะเป็นเพราะถูกเบรคด้วยมุขตลกๆก็ได้มั้ง ) ก็ซึ้งๆดี ตอนจบยิ้มออกจากโรงได้ก็แล้วกัน

    June 16

    บันทึกการเดินทางหลังเรื่องบนเตียง

    ถึงเพื่อนสาวตัวน้อยของฉัน

        สวัสดี เป็นยังไงบ้างแก หวังว่าแกและหัวใจดวงน้อยๆของแกคงสบายดี หลังจากที่ฉันอ่านบันทึกการเดินทางของแกและได้อ่านหนังสือที่แกให้ยืมทำให้ฉันเกิดอาการอยู่ไม่สุข ชีพจรลงเท้าและคันตามง่ามหัวใจอยากจะออกเดินทางไปไหนต่อไหนบ้าง  ฉันตัดสินใจเดินทางใกล้ๆแก้กระสัยพอให้หัวใจได้หายอยากไปก่อน

        ฉันตื่นมาตอน 9โมง ด้วยเสียงของนาฬิกาปลุกคู่ใจแต่ก็ไม่วายนอนต่อ เสียงแหลมๆของมันขัดจังหวะฝันหวานๆของฉัน จนตื่นอีกทีก็ 9โมงครึ่งเพราะเสียงแม่ปลุกหลังกลับจากเอารถของฉันไปปะยางที่ร้าน (ขอบ่นหน่อย รถฉันยางรั่วอีกแล้วแก ไม่ถึงหกเดือนฉันเปลี่ยนยางในหลังไปสามเส้นแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะอะไร  มันรั่วตั้งแต่เมื่อวานซึ่งเป็นวันเสาร์แล้วก็ยังอยู่ในช่วงกลางเดือน คงไม่ใช่เพราะอาถรรพ์วันอาทิตย์สิ้นเดือนที่ฉันเล่าให้แกฟังบ่อยๆเป็นแน่ๆ ) ฉันพยายามดึงสติกลับคืนมา อาบน้ำอาบท่า กินข้าวแล้วก็รีบบึ่งรถออกไปที่สถานีรถไฟต้นสำโรง
       
        ถึงสถานีต้นสำโรงตอน 10 โมง 10 นาที จอดรถเสร็จก็รีบไปซื้อตั๋วเพราะกลัวจะพลาดรถเที่ยว 10 โมง แต่โชคยังเข้าข้างฉัน  ฉันลืมบอกแกว่าฉันกำลังจะไปตลาดน้ำตลิ่งชัน ก็ตลาดน้ำริมทางรถไฟที่ฉันผ่านบ่อยๆตอนทำโปรเจคต์นั่นล่ะ รอครู่เดียวรถไฟก็มา ฉันมองหาที่นั่งว่างๆเจอทางด้านซ้าย  พยายามจะยกกระจกหน้าต่างลงเพื่อรับลมเย็นๆแต่ยกไม่ได้ ถึงว่าไม่มีใครนั่งเลย  ฉันนั่งมองสองข้างทางและคิดอะไรไปเรื่อย ภาพสองข้างทางที่ชินตาชวนให้นึกถึงภาพเวลาเก่าๆตอนทำโปรเจคต์

         การเดินทางคนเดียวบวกกับสภาพอากาศขมุกขมัวด้านนอกมันก็ทำให้เราเหงาแปลกๆได้เหมือนกัน ฉันอดคิดไปถึงเรื่องบนเตียงก่อนลุกจากที่นอนเขมือบวิญญาณไม่ได้  เวลาที่เราคิดถึงใครหรือคิดถึงอะไรมากๆเราจะเก็บไปฝัน ฉันเป็นแบบนี้สองสามครั้งแล้ว แกจะลองดูก็ได้นะ  นั่งอยู่ 50 นาทีไม่ขาดไม่เกินน้องม้าเหล็กขบวนยาวของแก(จำได้คลับคล้ายว่าแกเคยเรียกแบบนี้)ก็พาร่างที่เมาค้างอาการฝันมาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

        ตลาดน้ำตลิ่งชันยังคงคึกคักเหมือนเคย ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านต้นไม้ยังคงเรียงรายสองข้างทาง จะมีเพิ่มและเปลี่ยนตำแหน่งนิดหน่อยก็ตรงด้านในเพราะมีร้านย้ายจากแพขึ้นมาบนบกเนื่องจากเขากำลังปรับปรุงแพใหม่
    ฉันจำได้อย่างน้อยก็ร้านขายขนมชั้นใบเตยล่ะที่ไม่ได้ตั้งอยู่ตรงนี้  ได้ยินเขาประกาศว่าจะเสร็จเรียบร้อยภายในอาทิตย์หน้า ฉันเห็นติดแผงกั้นและทำหลังคาใหม่สวยงามเชียวล่ะ ฉันเดินดูตลาดคร่าวๆแล้วก็หามุมถ่ายรูป นอกจากจะหาเรื่องเที่ยวเขียนถึงแกแล้ว ฉันมีจุดประสงค์รองก็คือหามุมถ่ายรูปเพื่อใช้ส่งงานวิชาการถ่ายภาพเชิงสารคดีเชิงศิลปะอีกด้วย  นั่งรถไฟครั้งเดียวได้เที่ยวด้วยได้งานด้วย  คุ้ม   
       
        ฉันเก็บภาพได้นิดหน่อยก็ไปเดินตลาดต่อ เพราะคิดว่ากลับมาถ่ายตอนปรับปรุงแพเสร็จแล้วคงดีกว่า ฉันกะว่าจะเดินดูร้านต้นไม้สักหน่อย เผื่อว่าถูกใจจะหิ้วกลับไปสักต้นสองต้น มีที่ถูกใจฉันอยู่สองร้าน ร้านแรกอยู่หน้าตลาด ที่น่าสนใจของร้านนี้ก็คือต้นไม้ชื่อแปลก "ต้นรักแรกพบ"  เหมือนว่าตั้งอยู่ถูกที่ถูกจุดอยู่ร้านแรกสุดหน้าตลาดอาจจะทำให้ใครหลายคนเกิดรักแรกพบต้นไม้ต้นนี้ได้  และก็จริงเห็นหลายคนเข้ามาถามถึงต้นไม้ต้นนี้ รวมถึงฉันด้วย   ก็ชื่อหวานชวนฝันซะขนาดนี้ใครจะอดใจไหวจริงไหมแก 

        แต่ฉันก็ไม่ได้ต้นไม้ชื่อหวานต้นนี้กลับมาหรอก  ถามป้าคนขายถึงราคาที่ลดได้มากสุด ฉันก็ไม่อาจตัดใจซื้อมาได้อยู่ดี  ฉันนึกขึ้นมาได้ว่าเคยเห็นในเน็ตมี "ต้นแอบรัก" ด้วย ถ้าเจอที่ไหนฉันคงคว้าไว้โดยไม่รีรอ และคงหาไปฝากแกด้วยสักต้นสองต้น (ถ้าไม่เกินกำลังซื้อของฉันนะ)  ฉันนึกอะไรเล่นๆขึ้นมาได้ ถ้าเอาต้นไม้ชื่อน่ารักสองต้นนี้เป็นสื่อแทนความใจให้คนที่เราชอบจะเป็นยังไงนะ แกว่ามันจะได้ผลไหม

        ร้านต่อมาอยู่กลางๆตลาด ต้นไม้ที่น่าสนใจคือ "ต้นปลาทอง"  เป็นไม้ปลูกในกระถางแขวนไว้หน้าร้าน 4-5 ต้น ออกดอกรูปร่างและสีสันเหมือนปลาทองเลยแก น่ารักมาก ราคาพอจะซื้อได้ แต่ฉันก็ตัดใจไม่ซื้อมา แต่อาทิตย์หน้าล่ะก็ไม่แน่ ฉันเห็นมีป้ายขนาดยักษ์ตั้งอยู่บนทางเข้าหน้าตลาดบอกว่าอาทิตย์หน้าจะมีงานเกษตรและของดีตลิ่งชัน ฉันอาจกลับจะมาที่นี่อีกครั้งถ้าไม่มีธุระอะไร 

        ได้เวลารถไฟเที่ยวกลับจะมา ฉันเลยเดินออกจากตลาดเพื่อรอขึ้นรถไฟที่จุดจอดรถบางระมาด เห็นว่ายังพอมีเวลาเลยหาข้าวกลางวันกิน ก็ได้ร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้ๆจุดจอดรถนี่ล่ะ อร่อยดีแต่ได้น้อยไปหน่อย บ่ายโมง 10 นาทีรถไฟมา ฉันก็นั่งรถไฟกลับ ฉันรู้สึกคุ้นกับหลายๆคนบนรถไฟขบวนนี้ เขาอาจจะนั่งรถไฟช่วงเวลานี้บ่อยๆก็ได้ทำให้ฉันได้เจอกับพวกเขา คุณป้าขายข้าวเหนียวหมูย่างก็เช่นกัน ฉันสั่งหมูย่างหนึ่งถุงและข้าวเหนียวหนึ่งห่อ เป็นกำลังเสริมให้ก๋วยเตี๋ยวเมื่อครู่สู้กับความหิว ตอนแรกจะเขียนถึงแกตอนอยู่บนรถไฟเที่ยวกลับ แต่มือเปื้อนข้าวเหนียวหมูซะก่อนเลยไม่ได้เขียน เพิ่งมาเขียนตอนนี้ แค่นี้ก่อนแล้วกันฉันง่วงแล้วล่ะ คืนนี้จะฝันดีเหมือนคืนก่อนไหมนะ ยังไงก็ขอให้แกฝันดีแล้วกัน

                                                                           คิดถึงเสมอ
                                                                    ผู้ชายบ้านนอกของแก

    -----------------------------------------------------
    ดูบันทึกการเดินทางของเพื่อนสาวตัวน้อยได้ที่นี่
    http://jaonim.spaces.live.com


    June 14

    Download Firefox 3.0 !!!

    วันนี้ได้รับเมล์เตือนจาก www.spreadfirefox.com แล้วครับใจความดังนี้

    Download Day 2008
    Don’t forget to be part of Firefox’s Download Day!

    Mark your calendar, wrap a ribbon around your finger or write a little sticky yellow note. Download Day will start on

    June 17, 2008.

     หลังจากที่ไปลงทะเบียนไว้ให้แจ้งเตือนวันที่ Firefox จะออก เวอร์ชัน 3.0 ตัวเต็ม  สรุปแล้วจะออกวันอังคารที่ 17 มิถุนายน นี้ครับ ส่วนเวลาไหนต้องติดตามกันอีกที
    จะมีการทำสถิติจากกินเนสบุ๊คด้วยว่า Firefox 3.0 เนี่ย เป็นโปรแกรมที่มีคนดาวน์โหลดมากที่สุดในโลกภายใน 24 ชั่วโมง ใครอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ และอยากช่วยให้ทำสถิติได้  วันที่ 17 ก็เข้าไปดาวน์โหลด Firefox 3.0 กันที่นี่นะครับ http://www.mozilla.com/en-US/firefox/

    ผมก็สาวก Firefox คนหนึ่งครับ รอโหลดแน่นอน ใครสนใจจะลองใช้ถามได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษา

    June 11

    รัก(อีฟ)จัง กีตาร์หลังเต่า

    เอนทรี่นี้เป็นโจทย์ที่สองที่ผมแลกกันเขียนสเปซกับเจ้านิ่ม หลังจากครั้งที่แล้วมีเสียงตอบรับค่อนข้างดี (ไม่แน่ใจว่าตอบเอาใจกันหรือเปล่า อิอิ) ครั้งนี้เลยเกร็งเป็นพิเศษ หัวข้อที่ผมได้รับในวันนี้คือ "รัก(อีฟ)จัง กีตาร์หลังเต่า"

    หลังจากที่ผมพยายามอย่างยิ่งเพื่อยื้อชีวิตกีตาร์โปร่งยี่ห้อฟูจิยาม่าลายใบไม้ให้รอดพ้นจากอาการสะพานรองสายหัก ด้วยวิธีต่างๆนานา สุดท้ายเธอก็จากไปอย่างสงบ  ผมจึงเริ่มมองหากีตาร์ตัวใหม่เพราะผมรู้ตัวดีว่าชีวิตนี้ผมขาดดนตรีไม่ได้ เหมือนที่ใครบางคนเคยกล่าวไว้ "เก้าอี้ไม่อาจขาดขา กีตาร์ไม่อาจขาดสาย เจ้าหญิงไม่อาจขาดเจ้าชาย และฉันคงตายถ้าขาดเธอ" วี้ดวิ้ว

     เก็บเงินได้ประมาณหนึ่งพร้อมทำเรื่องของบสนับสนุนเสริมจากคลังหลักของบ้าน ขณะที่รออนุมัติอยู่นั้นผมแอบด้อมๆมองๆที่ร้านขายเครื่องดนตรีอยู่บ่อยครั้ง  ผมตัดสินใจจะซื้อกีตาร์โปร่งไฟฟ้าเพราะคาดว่าน่าจะเล่นอะไรได้หลากหลายขึ้น จนในที่สุดเมื่อเรื่องได้รับการอนุมัติ ผมจึงได้พบกับเธอ

    กีตาร์โปร่งไฟฟ้าที่ผมเล็งไว้ได้อันตรธานหายไปแล้ว แต่ผมไม่ได้ถามเอาความพี่คนขายเพราะสายตาผมไปสะดุดอยู่ที่กีตาร์หลังเต่าสีดำตัวหนึ่ง เธอตั้งอยู่ท่ามกลางกีตาร์หลายสิบตัว  ดูป้ายราคาก็ลดลงมาในอยู่ราคาที่ซื้อได้ เมื่อต่อรองราคาพร้อมตรวจสอบเสียงและอื่นๆอีกนิดหน่อย ผมก็แบกเธอกลับบ้าน 
    มันเรียกว่ารักแรกพบได้หรือเปล่า

    ผมค่อนข้างหวงเธอเป็นพิเศษเนื่องด้วยอะไรหลายๆอย่าง  ผมตั้งชื่อให้เธอว่า "อีฟ" ตามชื่อตัวละครจากการ์ตูนเรื่อง Black cat  อีฟเป็นสาวน้อยน่ารัก ที่มีนาโนแมชีนอยู่ในร่าง สามารถแปลงกายเป็นอะไรก็ได้อย่างอิสระตามแต่จินตนาการ ภาพที่เห็นจนชินตาคืออีฟในชุดกระโปรงสีดำ ด้วยเหตุนี้ล่ะมั้งผมจึงตั้งชื่อนี้ให้กับกีตาร์ตัวใหม่ของผม

    จากวันนั้นจนถึงวันนี้ อีฟกับผมผ่านอะไรต่อมิอะไรด้วยกันมาพอสมควร เคยพาอีฟขึ้นเวทีด้วยกัน 2-3 หน แต่งเพลงอีก 2-3 เพลง และเล่นเพื่อบำบัดจิตใจอีกนับครั้งไม่ถ้วน ดูเหมือนเธอจะเป็นเพื่อนคนสำคัญที่คอยรับฟังผมอยู่เสมอๆโดยไม่เคยเอ่ยปากบ่น (หรือเธออาจบ่นในใจแต่ผมไม่ได้ยิน)
    วันไหนที่เหงาเล่นเพลงเศร้าๆก็ซึ้งได้ วันไหนทุกข์ๆเล่นเพลงสนุกๆก็คึกได้ ถ้าวันไหนยิ่งสุขใจเล่นเพลงอะไรๆก็ฟังเพราะไปหมด เหมือนที่พี่นิ้วกลมบอกไว้ "เมื่อเรามีความทุกข์ ถ้าได้เล่าให้คนอื่นฟัง ความทุกข์จะลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อเรามีความสุข ถ้าได้เล่าให้คนอื่นฟัง ความสุขจะเพิ่มขึ้นสองเท่า" คงไม่ผิดนักถ้าผมจะเล่าเรื่องต่างๆให้อีฟฟังเป็นคนแรกๆผ่านนิ้วมือไม่ค่อยกลมทั้งสิบนิ้วของผม

    บางช่วงเวลาที่มีอะไรหลายอย่างเข้ามาพร้อมกัน ทำให้ผมใส่ใจเธอน้อยลง ทิ้งเธอให้อยู่ในถุงใส่กีตาร์ปลายเตียง เธอก็ไม่เคยงอแง กลับส่งเสียงสดใสทุกครั้งที่ผมปล่อยอารมณ์และจินตนาการผ่านตัวโน๊ต

    คิดดูอีกชื่อที่ตั้งให้อีฟคงมีความหมายแฝงอยู่อีกอย่าง สาวน้อยผู้แปลงกายได้ตามจินตนาการ กับอีฟกีตาร์สาวน้อยที่แปรเปลี่ยนเสียงดนตรีได้ตามจินตนาการ
    เธอคงจะเป็นอีฟที่คล้ายๆกัน

    --------------------------------------------------------
    อ่านโจทย์ข้อสองของเจ้านิ่มได้ที่นี่ครับ  http://jaonim.spaces.live.com


    June 09

    ระหว่างทางรถไฟ

    เอนทรี่นี้เกิดจากความนึกสนุกของผมกับเจ้านิ่มที่จะแลกหัวข้อกันเขียนสเปซ โดยมีกฎในการใช้เดธโน๊ต เอ๊ย กฎในการเขียนคือต้องเริ่มเขียนภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่ได้รับหัวข้อ แต่จะเขียนเสร็จตอนไหนก็ได้ หัวข้อที่ผมได้รับก็คือ "ระหว่างทางรถไฟ"
    เพื่อนสาวตัวน้อยคงจะเห็นว่าผมผูกพันและคลุกคลีอยู่กับทางรถไฟไม่มากก็น้อยจึงมอบหัวข้อนี้ให้

    ด้วยความคิดที่ฟุ้งกระจาย ผมยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนถึงอะไรและเขียนอย่างไรดี ใจคิดย้อนไปถึงครั้งเมื่อตอนทำปัญหาพิเศษ นึกไปนึกมาก็เห็นภาพซากเหี้ย ห่า และสารพัดสัตว์แว่บขึ้นมาในหัว (คล้ายๆชื่อหนังสือและไม่ใช่คำด่า ระหว่างทางรถไฟผมไม่เจอซากห่า แต่เจอซากเหี้ยและซากสารพัดสัตว์จริงๆ) สงสัยผมจะคิดตรงเกินไป เรื่องที่เขียนถึงควรจะเป็นเรื่องราวที่พบระหว่างการเดินทางน่าจะรื่นรมย์และน่าชมกว่าเป็นไหนๆ

    ปัญหาพิเศษของผมมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ถ้าให้สาธยายคงยืดยาวเป็นวันๆแน่ๆ ไว้มีโอกาสจะเขียนถึงแบบเต็มๆ วันนี้ขอคัดมาแค่บางส่วนบางตอนก่อนก็แล้วกัน

    ผมไม่ค่อยได้ไปเที่ยวหรือเดินทางไปไหนไกลกว่ามหา'ลัยและบ้าน จากการที่ทำปัญหาพิเศษนั่งรถไฟ ไปๆ กลับๆ ทำให้ผมรักการเดินทางขึ้นมาทีละนิดๆ เหมือนไข่ย้อยรักเพื่อนสนิทอย่างไรก็อย่างนั้น รู้ตัวอีกทีก็หลงรักเข้าเสียแล้ว
    การเดินทางทำให้ผมหลงรัก เพราะความรักก็เหมือนการเดินทาง

    ครั้งที่ผมต้องเดินทางบนรางเหล็กกลางเปลวแดดคนเดียวนั้น การที่ได้อยู่กับตัวเองใต้ฟ้าสีครามและรางรถไฟ ทำให้สมองและหัวใจคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อยถึงนิยามความรักกับรางรถไฟ ความรักของบางคนอาจจะเหมือนรางรถไฟที่ขนานกันไปไม่มีทางพบกัน ส่วนบางคนอาจจะเจอจุดตัด ตรงที่ใดสักที่หนึ่ง บางคนอาจจะจำเป็นต้องเลือกเมื่อเจอจุดตัดที่แยกไปอีกหลายเส้นทาง บางคนอาจจะเจออุปสรรคทางโค้งบ้าง ลูกรังขรุขระบ้าง ทุกๆอย่างเกิดขึ้นบนเส้นทางนี้

    ผมชอบเพลงๆหนึ่งของวงเกิร์ล ชื่อเพลงระหว่างทาง เป็นเพลงที่สื่อถึงการเดินทางและความรักได้เป็นอย่างดี


       

     ข้างหน้ามันจะเลือนลางก็ไม่สำคัญ
    มีค่าที่เราเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน
    ลงเอยจะร้างลา จบลงจะเสียใจ
    สุดทางเป็นเช่นไรไม่อาจรู้

    ถ้าเปรียบความรักคือการเดินทาง คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ปลายทางว่าจะจบลงที่ตรงไหน มันอยู่ที่ระหว่างทางที่เดินร่วมกันมากกว่า

    จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันสุดท้ายของการทำปัญหาพิเศษ ผมเดินมาจนถึงสถานีสุดท้าย ไม่มีเพื่อนๆมาคอยดู คอยต้อนรับเหมือนที่วาดฝันไว้ตั้งแต่แรกๆ แถมยังต้องเดินทางคนเดียวอีก ถึงปลายทางผมหาอะไรกินแล้วก็นั่งรถไฟกลับบ้านอย่างเงียบๆ ผมไม่รู้สึกเหงา ไม่รู้สึกเสียใจ กลับรู้สึกดีใจและอุ่นๆในใจอย่างบอกไม่ถูก 
    ปลายทางไม่เห็นจะมีค่าอะไรเลยจริงๆ ระหว่างทางที่เดินผ่านมาตลอดต่างหากที่มอบคุณค่าให้กับการเดินทางของผม

    ข้างหน้าเป็นไปไม่ได้ก็เรื่องของมัน
    คุณค่าคือระหว่างทางเราได้รักกัน
    หลับตากี่ร้อยคืนตื่นมากี่ร้อยวัน
    เรายังเคียงข้างกันอยู่อย่างนี้ต่อไป

    แม้หนทางจะทอดยาว
    ไม่มีสักดวงดาว ปลายทางจะโหดร้าย
    แม้รักเราจะเป็นได้แค่ฝันไป
    ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไหวหวั่น

    วันนั้นผมร้องเพลงๆนี้ไปจนสุดทาง
     ---------------------------------------------------------------
    ขอบคุณเนื้อเพลงจาก http://www.dseason.com/coolsong/coolsong_play.php?id=69

    ตามอ่านโจทย์ของผมที่ให้เจ้านิ่มได้ที่นี่ครับ http://jaonim.spaces.live.com


    June 08

    สามวันกับร้านถ่ายเอกสารสาวซึน

    ศัพท์การ์ตูนวันละคำวันนี้เสนอคำว่า ซึนเดเระ

    คำว่า ซึนเดเระ (ツンデレ) เป็นคำจำกัดความของบุคลิกภาพแบบหนึ่งที่มักจะปรากฏในอนิเม และมังงะ หมายถึง บุคลิกที่เมื่อแรกเริ่มจะไม่เป็นมิตร ดุ และเย็นชา แต่มาภายหลังกลับเปลี่ยนเป็น อ่อนไหว อ่อนหวาน
    รากศัพท์นั้นมาจากคำว่า ซึนซึน (ツンツン) ที่หมายถึงบุคลิกเย็นชา โมโหร้าย รวมกับคำว่า เดเระเดเระ (デレデレ) ที่หมายถึงบุคลิกอ่อนหวาน ตัวละครหญิงที่มีบุคลิกแบบซึนเดเระ จะถูกเรียกว่า ซึนเดเรกโกะ (ツンデレっ娘)

    จริงๆแล้วตัวละครที่มีลักษณะดังกล่าวมีนิสัยค่อนข้างอ่อนไหวอยู่แล้วเพียงแต่สร้างบุคลิกแข็งกร้าวขึ้นมาปิดบังเอาไว้ดังนั้นเวลาที่ตัวละครเหล่านี้มีความรัก มักจะแสดงอาการในแบบที่มักจะเรียกกันว่า "รักนะ แต่ไม่แสดงออก" หรือมักจะมีอาการ "ปากไม่ตรงกับใจ" อยู่เสมอๆ

    อ้างอิงจาก http://tamanxzg.exteen.com/20071112/entry ตามไปอ่านที่เหลือกันได้ครับ

    แล้วมันเกี่ยวกับร้านถ่ายเอกสารอย่างไร ตามมาครับนี่เป็นประสบการณ์สามวันที่ผมได้พบจากร้านถ่ายเอกสารร้านนี้

    ผมรู้จักกับร้านถ่ายเอกสารร้านนี้เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน จากการแนะนำของเพื่อนสาวตาแป๋ว จุดน่าสนใจของร้านอันดับแรกคือราคาค่าปริ้นท์ขาวดำที่ถูกกว่าร้านอื่นที่ผมเคยเจอ มีป้ายหนังสือตัวโตอยู่ที่หน้าร้าน "ปริ้นท์ขวาดำ 1.50 บาท"

    วันแรก ไปปริ้นท์เล่มโปรเจคต์ให้ต้นใบเตยกับปอ ปริ้นท์ขาวดำธรรมดาแล้วเย็บมุมเพื่อส่งให้อาจารย์ตรวจแก้ก่อนส่งเล่มจริง  ส่วนผมปริ้นท์ 1 เล่ม แล้วถ่ายเอกสารอีกสองเล่มเพื่อให้อาจารย์คณะกรรมการอ่านตอนสอบโปรเจคต์

    ผมถอดรองเท้าที่หน้าร้านแล้วเดินเข้าไปด้วยความไม่คุ้นเคย พยายามสอดส่องสายตาไปทั่วร้าน ด้านขวามีคุณป้ายืนอยู่ ด้านซ้ายเป็นพี่ผู้หญิงผมยาวหน้าตาหมวยๆนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ "มาปริ้นท์งานครับ" ผมพูดพลางยื่นธัมป์ไดรว์ให้เธอ จนกระทั่งปริ้นท์ของต้นใบเตยกับปอเสร็จ ถึงคิวผม "ปริ้นท์เสร็จแล้วถ่ายเอกสารอีกสองชุดนะครับ" เธอพยักหน้าตอบ ปริ้นท์เสร็จก็ส่งให้ผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากหลังร้านรับไปถ่ายเอกสารต่อ ผมเดาว่าร้านนี้น่าจะอยู่กันเป็นครอบครัว คุณป้าเมื่อครู่น่าจะเป็นแม่ คุณลุงคนที่ถ่ายเอกสารอยู่เป็นพ่อ และพี่สาวหน้าหมวยคนนี้เป็นลูก

    "น้องหนูรอเดี๋ยวนะจ๊ะ" เธอพูด ผมคว้าเก้าอี้มานั่งรออย่างว่าง่าย สักครู่ก็มีลูกค้าคนอื่นเข้ามาถ่ายเอกสาร คงจะไม่กี่แผ่น เมื่อเทียบกับที่ผมต้องถ่ายเอกสารอีกนับร้อยหน้าแล้วคุณลุงเลยลัดคิวให้ลูกค้าคนนั้นก่อน ทันใดนั้นเอง พี่สาวหน้าหมวยก็ปรี่เข้าไปเครื่องถ่ายเอกสารทันที "ทำไมป๊าไปถ่ายให้เขาก่อน เขามาทีหลังยังไงก็ต้องให้รอตามคิว" ไม่มีเสียงตอบรับจากผู้เป็นพ่อ ผมยิ้มแห้งๆ นึกสงสารคุณลุง อยากจะบอกว่าไม่เป็นไรแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป เขาถ่ายเอกสารแค่ไม่กี่แผ่นให้เขาถ่ายก่อนก็ได้ ในใจคุณลุงคงจะคิดเหมือนผม
    เมื่อทำทุกอย่างพร้อมคิดเงินเสร็จเรียบร้อยผมเดินออกจากร้าน พร้อมเสียงของพี่สาวหน้าหมวยตามหลัง "ขอบใจมากนะจ๊ะ"

    หลายวันต่อมาผมเข้าไปใช้บริการร้านนี้เป็นครั้งที่สองเพราะต้นใบเตยฝากปริ้นท์และเย็บเล่มพร้อมส่ง ผมยื่นธัมป์ไดรว์ให้เหมือนเดิม ครั้งนี้ต่างจากครั้งแรกตรงที่มีแยกปริ้นท์หน้าสีด้วย  ด้วยอยากให้ง่ายขึ้นผมเลยให้เพื่อนสาวตาแป๋วแยกไฟล์หน้าสีไว้ต่างหากก่อนแล้ว  "ทีหลังอย่าแยกไฟล์ ปริ้นท์จากไฟล์เดิมดีกว่า" พี่สาวหน้าหมวยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ความหวังดีของผมลดลงเป็นศูนย์ ผมกลัวพี่จะลำบากนะเนี่ย เลยแยกให้ ผมอยู่คิดในใจแต่ก็ไม่ได้บอกไปอีกครั้ง

    ตกบ่าย ผมเอาเล่มไปให้ต้นใบเตยตามที่นัดไว้ "โดนพี่เค้าดุใส่หรือเปล่า" เธอถามผมด้วยเสียงแหบห้าวจากฤทธิ์หวัด แต่แววตาและความสดใสของเธอยังคงเหมือนเดิม เธอเริ่มเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ความเข้มของพี่สาวเจ้าของร้านจากที่เคยเข้าไปใช้บริการร้านนี้มาก่อนแล้ว

    วันรุ่งขึ้น ผมกลับมาที่ร้านนี้อีกครั้ง ถึงคราวที่ผมเย็บเล่มโปรเจคต์เล่มจริงส่งบ้างแล้ว ผมจอดรถที่หน้าร้าน พี่สาวหน้าหมวยกำลังพาน้องหมาออกมาทำธุระส่วนตัวที่หน้าร้านพอดี เป็นน้องหมาลายขาวดำที่อ้วนมาก อาจเป็นเพราะอยู่แต่ในบ้านไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ผมยิ้มให้เล็กน้อย ไม่มีรอยยิ้มใดๆตอบกลับมา พี่สาวหน้าหมวยไล่น้องหมาเข้าหลังร้าน
    ผมเดินตามเข้าไปยื่นธัมป์ไดรว์ให้อย่างเคย "เหมือนเมื่อวานครับ" ผมสั่งราวกับสั่งก๋วยเตี๋ยวร้านประจำที่คุ้นเคยกันดี พี่สาวตาตี่บอกให้ผมเลือกปกแล้วนั่งรอ  นั่งรอสักครู่ก็มีลูกค้าชายคนหนึ่งเข้ามาถ่ายเอกสาร คุณป้าเป็นคนรับงานไว้ ดูคุณป้าจะสับสนกับจำนวนหน้าในการถ่ายเอกสารแต่ละใบ จนลูกค้าคนนั้นต้องย้ำอีกรอบ  เมื่อถ่ายเสร็จลูกค้าคนนั้นตรวจดูความเรียบร้อยพบว่ามีบางส่วนของหน้าเอกสารหายไปจึงอยากขอแก้ไข คุณป้าหันไปถามความเป็นไปได้กับลูกสาวซึ้งกำลังสาละวนอยู่กับการปริ้นท์เล่มโปรเจคต์ของผม "งานม้ารับมา ม้าจัดการเองแล้วกัน" นี่คือคำตอบของเธอ คุณป้าบอกให้ลูกค้าคนนั้นรอสักครู่ แต่ลูกค้าคนนั้นบอกว่าไม่เป็นไรแล้วเดินออกจากร้านไป  พี่ครับ พี่ทำให้ผมลำบากใจอีกแล้ว

    ครู่ต่อมามีนักศึกษาสาวคนหนึ่งเข้ามาปริ้นท์งานเหมือนกัน "น้องหนูนั่งรอก่อนนะจ๊ะ" พี่สาวหน้าหมวยบอกกับสาวคนนั้น เป็นอีกครั้งที่ผมได้ฟังประโยคนี้ เธอปริ้นท์เสร็จก็ส่งรูปเล่มทั้งหมดให้ผมเรียงและตรวจทานแล้วหันไปปริ้นท์งานให้สาวคนนั้น ก่อนที่จะกลับมาเย็บเล่มของผม ต่อจนเสร็จ "นี่อยู่แผนกเย็บเล่มให้เพื่อนเหรอ" เธอถาม  "เพื่อนๆไปทำงานกันหมดแล้วครับเลยฝากผมมาทำ" ผมพยักหน้ารับแล้วตอบ "อ๋อ เพื่อนๆไปได้ดีกันหมดแล้ว" เธอพูดติดตลก เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นรอยยิ้มจางๆบนหน้าของเธอ

    สามวันที่ผ่านมาพี่เขาพอเข้าข่ายสาวซึนได้หรือเปล่าครับ

    June 01

    บทวิจารณ์ รักแห่งสนาม(จันทร์) (คำเตือน มีสปอยล์นะจ๊ะ)

    เนื้อหาด้านล่างอาจมีสปอยล์ รักแห่งสนาม(จันทร์) ใครที่ยังไม่ได้ดู แนะนำไปอ่าน Entry อื่น ใครไม่กลัวสปอยล์ก็เชิญ

    เข้าฉายให้น้องใหม่ได้ดูเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับ
    รักแห่งสนาม(จันทร์) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้เป็นผลงานชิ้นที่สองของผู้กำกับ ก้อง กลาสโกว์ จากเรื่องสยองของทับแก้ว 
    หนังว่าด้วยเรื่องราวของนักศึกษาน้องใหม่ที่เข้ามาใช้ชีวิตในมหาวิยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ 
    ดำเนินเรื่องด้วยตัวละครที่มากหน้าหลายตาจากภาพยนต์ที่ท่านคุ้นเคยอาทิเช่น แหยมโสธร เพื่อนสนิท บอดี้ศพ 19 แฟนฉัน และรักแห่งสยาม  ตัวละครเหล่านี้ดำเนินเรื่องในฉากที่คุ้นตา และจะพาท่านไปพบกับสถานที่ต่างๆในมหาวิทยาลัย  กลางเรื่องจะแทรกอนิเมชั่น เพื่อแนะนำสถานที่ในวิทยาเขตอื่นๆ และมีการพูดถึงสถานที่สำคัญของจังหวัดนครปฐมอีกด้วย  เรียกได้ว่าครบถ้วนในการแนะนำให้น้องใหม่รู้จักสถานที่ต่างๆจริงๆ

    หนังดำเนินเรื่องได้ดี มีฉากสำคัญๆ จากหนังเรื่องอื่นที่หยิบมาล้อได้อย่างน่าสนุก เรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากคนดูได้อย่างมาก  มุมกล้องดูมีความหลากหลายและมีมิติมากขึ้น มีปัญหาเดียวคือในบางช่วงบางตอนของหนังจะมีเสียงของบรรยากาศดังกว่าเสียงของตัวละครซึ่งเป็นปัญหาของหนังเรื่องก่อนเช่นกัน สีสันของภาพดูสวยงามอาจจะเป็นเพราะว่าถ่ายตอนกลางวันทำให้เห็นรายละเอียดต่างๆได้ชัดเจน ดูจากหนังทำให้ผมรู้สึกว่ามหาลัยสวยขึ้นกว่าเดิม
    โดยรวมหนังเรื่องนี้ถือว่ามีพัฒนาการจากเรื่องแรกมาก  ขอชื่นชมนักแสดง ที่เล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้สลิงและตัวแสดงแทน จับตาผู้กำกับคนนี้ไว้ให้ดี ถ้าทำหนังต่อไปเรื่อยๆทุกปี เขาจะเป็นตำนาน

    วิจารณ์โดย Panugan (ผู้ชายบ้านนอก)

    แซวกันเล่นนะครับ ผิดพลาดหรือล่วงเกินประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ